www.153rt.com
ธันวาคม 16, 2019, 08:49:44 PM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา สมาชิก เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
THE RADIO THAILAND (153RT) SPEICAL DXER GROUP STANDING BY 27.555 MHz USB [12DUSB] ,27.185 MHz AM (19CAM),BEACON 27.175 MHz CW (18CCW) FEEL FREE TO CALL US.
UTC TIME
11M Link
100 watts
American Eagle Club
Alfa Romeo
Alpha-Tango
Cherly Alpha
Sugar-Delta
Propagation/Solar Flux
QSL Card
QRZ11.COM
หน้า: [1] 2   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ว่าด้วยเรื่องวิทยุสื่อสารและอุปกรณ์ในครั้งกระโน้น....  (อ่าน 35955 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
Mr.kob[153RT450]
ปรมาจารย์ขั้นสูง
******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
Antenna: dipole
กระทู้: 744


(153RT450) Aobaob CB Chiangmai Thailand


เว็บไซต์
« เมื่อ: มีนาคม 09, 2012, 11:55:17 PM »

-
ขออนุญาต คัดลอกบทความจากของท่าน คนไทยไกลบ้าน หัวข้อ : ว่าด้วยเรื่องวิทยุสื่อสารและอุปกรณ์ในครั้งกระโน้น....ในเว๊บ 100W ให้เพื่อสมาชิกเราได้ศึกษากันครับ

ในยุค พศ. 2551 นั้น วิทยุสื่อสารแบบมือถือหรือ ที่เรียกกันติดปากว่า ?ว.?ในประเทศไทยสามารถซื้อได้ง่ายเหมือนกับ
ซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าทั่วๆไปตามบ้านเรือน ไม่ว่าจะเป็นเครื่องที่ถูกต้องตามกฎหมายหรือเครื่องที่ลักลอบนำเข้ามา

การใช้วิทยุสื่อสารนั้น ถ้าหากไม่มีความจำเป็นที่จะต้องใช้ในงานอาชีพ ก็มักจะเรียกกันง่ายๆ ว่า ?เล่น ว.?
ดูๆ ไปคล้ายๆ กับว่าขณะนี้วิทยุสื่อสารได้กลายเป็นของเล่นชนิดหนึ่งไปแล้วก็พอจะกล่าวได้  ในเมื่อซื้อหามาได้ง่าย
มารยาทและระเบียบปฎิบัติอันควรต่างๆ นั้นก็ดูเหมือนจะถูกละเลย มองข้ามไปเสียง่ายๆ ไปด้วย
การรบกวนกันบนความถี่ด้วยการจงใจหรือไม่ตั้งใจเกิดขึ้นทุกวันเหมือนจะเป็นเรื่องปกติไปแล้ว 

ความจริงแล้วกว่าที่เครื่องวิทยุสื่อสารหรือ ?ว? จะพัฒนามาให้เราได้ใช้งานหรือเล่นกันอย่างทุกวันนี้นั้น
ต้องผ่านวิวัฒนาการของขั้นตอนการออกแบบต่างๆ ตลอดจนเทคโนโลยีทางวิศวกรรมหลายๆ แขนงมายาวนานหลายสิบปี
ซึ่งเรื่องราวเหล่านี้ หลายๆท่านยังไม่มีโอกาสได้ทราบเนื่องจากเกิดขึ้นมานานเต็มที

ผมจะขอเล่าเรื่องเก่าๆ ให้ฟังกันแบบสนุกๆ ตามที่ศึกษาค้นคว้ามาได้และมีข้อมูลใกล้ตัว
เผื่อว่าจะทำให้คนรุ่นหลังๆ หันมาสนใจในเรื่องราวเก่าๆ อันเป็นรากฐานของปัจจุบันกันบ้าง 
หวังลึกๆว่าอาจจะเจอผู้ที่สนใจในเรื่องราวพวกนี้เหมือนๆกัน จะได้แลกเปลี่ยนความรู้กันด้วย

เราจะเริ่มต้นย้อนเวลากลับไปเมื่อกว่า  100 ปีที่แล้ว.....

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

"นักวิทยุเถื่อนขั้นสูงป๋ายป๊าว"
Radio Thailand (RT) Special dx'ers radio group
27.555 MHz USB Mode    27.500 MHz CW Mode
My blog : http://153rt450.blogspot.com/
153RT450 (ICOM IC-707,KENWOOD TRC-80,YAESU FT-897)
Mr.kob[153RT450]
ปรมาจารย์ขั้นสูง
******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
Antenna: dipole
กระทู้: 744


(153RT450) Aobaob CB Chiangmai Thailand


เว็บไซต์
« ตอบ #1 เมื่อ: มีนาคม 09, 2012, 11:57:12 PM »

ในสมัยก่อนนั้น วิทยุสื่อสารจัดเป็นอุปกรณ์สื่อสารที่มีความสำคัญหลักในการติดต่อระยะไกลที่ไม่สามารถวางสายเคเบิลสำหรับโทรเลขและโทรศัพท์ได้ ในส่วนของกองทัพเรือช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง (เริ่มต้นราวๆ ช่วงปี 1895 เป็นต้นมา) ก็ได้เริ่มมีการนำเอาวิทยุสื่อสารเข้ามาติดตั้งในเรือรบของชาติตะวันตกบ้างแล้วเช่นกันแต่อยู่ในขั้นทดลอง เช่นราชนาวีอังกฤษ ได้มีการทดลองต่อยอดจากการทดลองของ Hertz ในปี 1896 โดยทดลองส่งสัญญาณระหว่างเรือรบ HMS Defiance ไปยังเรือรบ HMS Source ซึ่งลอยลำอยู่ห่างไป 3 ไมล์ได้เป็นผลสำเร็จ ที่จริงแล้วการทดลองในการเริ่มต้นครั้งนั้นเป็นเพียงการส่งสัญญาณจากเครื่องส่งไปยังตัว spark gap ที่เครื่องรับให้เกิดการ spark ตามจังหวะการทำงานของเครื่องส่งเท่านั้น

ในการสื่อสารทางวิทยุของเอกชนนั้น ในปี 1901 บริษัท Marconi ก็ประสบความสำเร็จในการวางข่ายวิทยุสื่อสารข้ามมหาสมุทรแอตแลนติคเป็นระยะทางกว่า 3,000 ไมล์ โดยการใช้เครื่องส่ง ขนาด 75 KW.  อย่างไรก็ตาม ทั้งสถานีส่งและสถานีรับของบริษัท Marconi นั้นยังคงเป็นสถานีประจำที่บนชายฝั่ง เนื่องมาจากข้อจำกัดของขนาดเครื่องส่ง เครื่องรับ และสายอากาศ

 ในยุคต้นๆนั้นวิทยุสื่อสารยังเป็นแบบ Spark Gap มีซึ่งขนาดใหญ่มาก ส่วนเครื่องรับก็ยังเป็นแบบวิทยุแร่ซึ่งมีความสามารถในการคัดเลือกสัญญาณที่ไม่ดีนัก และยังเป็นเครื่องส่งและเครื่องรับแยกกันอยู่ การรับส่งของวิทยุในเวลานั้นก็ทำได้เพียงรหัสมอร์สเท่านั้น ความถี่ที่ใช้ก็อยู่ในช่วงต่ำแบบ MW เพราะในช่วงเวลานั้นเทคโนโลยีของหลอดสูญญากาศนั้นยังอยู่ในยุคเริ่มต้นในห้องทดลอง เทคนิคการผสมคลื่นแบบต่างๆ นั้น (เช่น AM หรือ FM) ก็ยังไม่มีการนำมาใช้จริงกับการส่งวิทยุในเวลานั้น

ต่อมาในช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง (1914-1918) ได้มีความพยายามพัฒนาหลอดสูญญากาศขึ้นมาจนสามารถประดิษฐ์หลอด Triode ได้เป็นผลสำเร็จในปี 1914 และได้เริ่มมีการใช้งานกันอย่างแพร่หลายในวิทยุสื่อสารของฝ่ายพันธมิตร (โดยเฉพาะอังกฤษและฝรั่งเศษ)  นอกจากนี้ในด้านการบินก็ได้มีการพัฒนาระบบวิทยุในเครื่องบินให้เครื่องบินสามารถชี้เป้าปืนใหญ่ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น นอกจากนี้ได้มีการพยายามติดตั้งวิทยุรับส่งในเรือเหาะและ เครื่องบินแบบอื่นๆทำให้มีการทดลองรับส่งวิทยุจากอากาศสู่พื้น และ อากาศสู่อากาศอย่างกว้างขวางในหลายๆประเทศตั้งแต่ช่วงปี 1914 เป็นต้นมา

 เมื่อสงครามโลกครั้งที่หนึ่งสงบลง ดูเหมือนๆกับว่าการพัฒนาของเทคโนโลยีในด้านวิทยุสื่อสารก็พลอยชะลอตัวลงไปด้วย

รูป: ทหารสื่อสารฝ่ายเยอรมันกำลังส่งสัญญาณโทรเลขทางวิทยุ ในปี 1914

รูป: เครื่องส่งวิทยุของฝ่ายอังกฤษในปี 1917 (สังเกตหลอดสูญญากาศขนาดใหญ่สามหลอด)


เอกสารอ้างอิงหลัก :

-   The Searchers (Kenneth Macksey, Cassell Military Paperbacks, 2003)
-   สงครามโลกครั้งที่ 1 (ปรีชา ศรีวาลัย, โอเดียนสโตร์ 2542)
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

"นักวิทยุเถื่อนขั้นสูงป๋ายป๊าว"
Radio Thailand (RT) Special dx'ers radio group
27.555 MHz USB Mode    27.500 MHz CW Mode
My blog : http://153rt450.blogspot.com/
153RT450 (ICOM IC-707,KENWOOD TRC-80,YAESU FT-897)
Mr.kob[153RT450]
ปรมาจารย์ขั้นสูง
******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
Antenna: dipole
กระทู้: 744


(153RT450) Aobaob CB Chiangmai Thailand


เว็บไซต์
« ตอบ #2 เมื่อ: มีนาคม 09, 2012, 11:59:46 PM »

ขอสรุปเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยเกี่ยวกับวิทยุสื่อสารในราวช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่งให้พอเห็นภาพอีกครั้งนะครับ ก่อนจะต่อไปเรื่องวิทยุในสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง 

-1895  Heinrich Hertz ประกาศให้โลกรู้ถึงการทดลองส่งคลื่นวิทยุไร้สายเป็นครั้งแรก
(หลังจากที่เขาทำการทดลองมาเป็นเวลานานกว่า 5 ปี โดยไม่ประสบผลสำเร็จเลยในช่วงนั้น)

- 1896  ราชนาวีอังกฤษทดลองส่งคลื่นวิทยุระหว่างเรือรบสองลำที่มีระยะห่างกันสามไมล์ได้เป็นผลสำเร็จ

-1901 บริษัท Marconi ตั้งสถานีรับส่งโทรเลขข้ามมหาสมุทรแอตแลนติคได้ระยะทางกว่า 3,000 ไมล์

-1902 Henry Jackson (สังกัดราชนาวีอังกฤษและทำงานร่วมกับบริษัท Marconi ในการพัฒนาระบบวิทยุสื่อสาร) ได้ตีพิมพ์บทความเกี่ยวกับผลจากการสังเกตว่า
คลื่นวิทยุสามารถส่งไปได้ไกลกว่าแนวเส้นตรงระหว่างส่วนโค้งของผิวโลกได้ บทความนี้เป็นบทความนี้เป็นแรงบันดาลใจให้ Oliver Heaviside และ Arthur Kennelly
ตั้งสมมุติฐานว่าเกิดการสะท้อนคลื่นวิทยุได้ในชั้นบรรยากาศที่เกิด Ionization ซึ่งต้องใช้เวลาต่อมาถึงทศวรรษที่ 1920 จึงสามารถพิสูจน์ได้ทางวิทยาศาสตร์ว่าสมมุติฐานดังกล่าวเป็นความจริง

-1903 เกิดการประชุมนานาชาติเกี่ยวกับวิทยุเป็นครั้งแรกที่เบอร์ลิน (International Wireless Telegraphy Conference) ส่วนหนึ่งของวัตถุประสงค์การประชุมก็เพื่อ
ไกล่เกลี่ยการรบกวนทางวิทยุระหว่าง บริษัท Marconi (อังกฤษ) และ บริษัท Telefunken (เยอรมัน)

-1904 มีการค้นคว้าทดลองพบว่า สามารถหาตำแหน่งของเครื่องส่งวิทยุ (Direction Finding - DF) ได้จากทิศทางการรับสัญญาณของสถานีรับสัญญาณหลายๆสถานี
 ซึ่งสามารถนำมาประยุกต์ใช้งานในด้านข่าวกรองได้

- 1904 ดอกเตอร์ John Ambrose Fleming (ทำงานใกล้ชิดกับ Marconi) สามารถประดิษฐ์หลอดสูญญากาศ Diode ได้สำเร็จเป็นครั้งแรก

-1906 จัดการประชุมนานาชาติครั้งที่สองเกี่ยวกับวิทยุที่แมดริด ในการประชุมครั้งนี้ได้มีการกำหนดให้ใช้สัญญาณ SOS ในการแจ้งเหตุฉุกเฉินบนความถี่ที่กำหนดให้มีการเฝ้าฟังด้วย

 -1908 Valdemar Poulson  สาธิตวิธีการส่งเสียงไปกับคลื่นวิทยุเป็นครั้งแรก

- 1914 เกิดสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ในช่วงเริ่มต้น เยอรมันจำเป็นต้องใช้สถานีส่งวิทยุที่เมือง Nauen ซึ่งเป็นสถานีส่งขนาดใหญ่ 200 KW และมีระบบสายอากาศใหญ่โต
 เป็นหลักในการสื่อสารกับโลกภายนอกเพราะอังกฤษได้ส่งเรือไปตัดสายเคเบิลโทรเลขเส้นหลักๆของเยอรมันทิ้งเสีย
(โดยเฉพาะอย่างยิ่งเคเบิลเส้นสำคัญที่ข้ามมหาสมุทรแอตแลนติคไปยังฝั่งอเมริกา)

-ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง การดักฟังและการถอดรหัสทางวิทยุมีเกิดขึ้นทั้งสองฝ่าย  ฝ่ายอังกฤษนั้นตั้งสถานีดักรับฟังและสื่อสารทางวิทยุขึ้นถึง 13 สถานีหลักกระจายไปทั่วโลก
 ตั้งแต่หมู่เกาะฟอร์คแลนด์ อิยิปต์ ไปจนถึง ศรีลังกา สิงค์โปร์ และฮ่องกง 

- การหาแหล่งกำเนิดสัญญาณนั้น ชุดอุปกรณ์ DF ได้ถูกติดตั้งทั้งในเรือและอากาศยานจำนวนมากทั้งสองฝ่าย รวมถึงบอลลูนและเรือเหาะ Zeppelins ของฝ่ายเยอรมันด้วยเช่นกัน
เพื่อจุดประสงค์ในการหาทิศทางของเครื่องส่งวิทยุฝ่ายตรงกันข้าม

- ถึงแม้ว่าเรือดำน้ำ U-boat ของฝ่ายเยอรมันจะเริ่มติดตั้งเครื่องส่งวิทยุตั้งแต่ปี 1908 แต่การหาตำแหน่งของเรือ U-boat โดยการใช้ DF ของฝ่ายอังกฤษกลับไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร
เนื่องจากเรือดำน้ำจะโผล่ขึ้นมาเหนือน้ำเพื่อทำการส่งวิทยุในช่วงสั้นๆในเวลากลางคืนเท่านั้น (เพื่อป้องกันการตรวจจับจากทางทะเลและทางอากาศ) และเรือดำน้ำ U-boat ในเวลานั้น
ใช้สายอากาศส่งแบบ Vertical  ทำให้การแพร่กระจายคลื่นในเวลากลางคืนจากกลางทะเล มีทิศทางที่ตรวจจับได้ยากขึ้นไปด้วย
(เนื่องจากการสะท้อนของคลื่นความถี่ต่ำในชั้นบรรยากาศตอนกลางคืนดีกว่าตอนกลางวัน และผลของการสะท้อนคลื่นวิทยุของน้ำทะเล)


รูป : วงจรเครื่องส่งแบบ Spark Gap แบบของ Nicola

รูป: รถหาแหล่งกำเนิดสัญญาณใช้ในทางทหารในสมัยสงครามโลก (สังเกตสายอากาศแบบ loop และสายอากาศ Vertical)

รูป: เรือเหาะ Zeppelin  ถูกใช้งานเป็นพาหนะในการตรวจการ ทิ้งระเบิด และหาทิศทางแหล่งกำเนิดสัญญาณวิทยุในช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่งโดยฝ่ายเยอรมัน

รูป: เรือดำน้ำ U-9 ของฝ่ายเยอรมัน ในช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง  (สังเกตสายอากาศวิทยุซึ่งเป็นแบบ Vertical สองเสา)

เอกสารอ้างอิงหลัก :
-    The Searchers (Kenneth Macksey, Cassell Military Paperbacks, 2003)
-    รูปบางส่วนจาก Wikipedia
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

"นักวิทยุเถื่อนขั้นสูงป๋ายป๊าว"
Radio Thailand (RT) Special dx'ers radio group
27.555 MHz USB Mode    27.500 MHz CW Mode
My blog : http://153rt450.blogspot.com/
153RT450 (ICOM IC-707,KENWOOD TRC-80,YAESU FT-897)
Mr.kob[153RT450]
ปรมาจารย์ขั้นสูง
******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
Antenna: dipole
กระทู้: 744


(153RT450) Aobaob CB Chiangmai Thailand


เว็บไซต์
« ตอบ #3 เมื่อ: มีนาคม 10, 2012, 12:03:23 AM »

อย่างที่มีคนกล่าวกันว่าในภาวะสงครามนั้น เทคโนโลยีจะได้รับการพัฒนาไปอย่างรวดเร็วกว่าในภาวะปกติ ในเรื่องของวิทยุสื่อสารก็เช่นกัน
เมื่อสงครามโลกได้ระเบิดขึ้นอีกครั้งในยุโรป เมื่อเยอรมันบุกโปแลนด์ในเดือน ปี 1939 นั้น อเมริกายังคงวางตัวเป็นกลางอยู่
แต่ก็ได้เริ่มกระตุ้นให้เกิดอุตสาหกรรมการผลิตอาวุธและการพัฒนาวิทยุสื่อสารต่างๆ อีกทั้งยังส่งอาวุธยุทโธปกรณ์ต่างๆ ให้แก่อังกฤษพันธมิตรเก่าเมื่อครั้ง
สงครามโลกครั้งที่หนึ่งอยู่ (ทั้งในลักษณะการซื้อขายและการช่วยเหลือแบบให้เปล่า) จนกระทั่งถูกญี่ปุ่นโจมตีเพิลฮาร์เบอร์เมื่อ 7 ธันวาคม 1941 
อเมริกาจึงประกาศสงครามกับฝ่ายอักษะและได้เข้าร่วมในสงครามโลกครั้งที่สองอย่างเต็มตัว

ในช่วงต้นของสงครามโลกครั้งที่สองนั้น วิทยุสื่อสารของสหรัฐได้รับการพัฒนาไปจนค่อนข้างจะดูทันสมัย เมื่อเทียบกับของชาติสัมพันธมิตรอื่นๆ 
วิทยุเริ่มมีขนาดเล็กลงจนสามารถเคลื่อนย้ายไปด้วยทหารคนเดียวได้ เช่น SCR-194, TBY, เป็นต้น นอกจากนี้ยังสามารถผสมเสียงพูดเข้าไปได้
ทั้ง mode AM หรือ FM และมีความใช้งานในช่วงที่สูงขึ้นด้วย เช่น ถึง 66 MHz เป็นต้น ทั้งนี้เนื่องจากการพัฒนาเทคโนโลยี่ของหลอดสูญญากาศ
ให้สามารถทำงานที่ความที่ได้สูงขึ้นและมีขนาดเล็กลง อีกทั้งได้เริ่มมีการนำเอาแร่บังคับความถี่เข้ามาใช้งาน ทำให้สามารถทำงานที่ความถี่สูงๆ ได้เที่ยงตรงขึ้น
ส่งผลให้ความกว้างช่องความถี่ (Channel Space) แคบลงไปด้วย

รูป : วิทยุสนาม SCR-194/BC-222 ของอเมริกา (ปี 1938) เชื่อกันว่าเป็นวิทยุรุ่นแรกของโลกที่เป็น Walkie-Talkie  (เดินไป-พูดไป)
หรือว่าพกพาไปได้ด้วยคนคนเดียวระหว่างที่ใช้งานได้  ใช้ความถี่ 28-52 Mc  / กำลังส่ง 0.1W  / AM 
(มีวิทยุ SCR-195/BC-322 อีกรุ่นที่มี ความถี่ 52-66 Mc  / กำลังส่ง 0.1W  / AM หน้าตาเหมือนกันออกมา ในเวลาเดียวกันด้วย -
เนื่องมาจากเทคโนโลยีในสมัยนั้นไม่สามารถทำให้วิทยุรับส่งเครื่องเดียวใช้ความถี่ได้กว้างครอบคลุมแถบความถี่ทั้งหมด)

รูป : ดูรูปอีกมุมชัดๆ ของวิทยุรุ่น SCR-194 ขนาดใช้งาน

รูป : หน้าตาเครื่องวิทยุสื่อสารรุ่น SCR-194 / SCR-195 ซึ่งเป็นวิทยุสนามที่ทันสมัยที่สุดในปี 1938 และอุปกรณ์ ประกอบในรูปด้านล่าง


(เรื่องที่ว่าใครคิดอะไรได้ก่อนใครนี้ เป็นปัญหาโลกแตก เพราะงานวิจัยบางอย่างในช่วงสงคราม ถือเป็นความลับสุดยอดของแต่ละฝ่ายที่ต้องปกปิดกัน
จนตอนนี้สงครามโลกเลิกมากว่า 60 ปีแล้ว บางเรื่องยังหาข้อสรุปไม่ได้ ลองอ่านเพิ่มเติมที่ http://www.hyperstealth.com/DonHings/first-walkie-talkie.htm   )

รูป : วิทยุสนาม TBY-7 ของหน่วยนาวิกโยธินอเมริกา ใช้มากในสงครามในสมรภูมิแปซิฟิค (เป็นวิทยุรุ่นที่อยู่ในภาพยนต์เรื่อง Windtalkers) 
 ความถี่ 28-80 Mc  / กำลังส่ง 0.5W  / AM และ MCW

รูป : เครื่องวิทยุ TBY จากเรื่อง Windtalker
(ที่ถือในมือนั้นคือ Message  Book ที่ใช้ในการบันทึกข้อความที่จะส่งเพื่อนำไปให้พลวิทยุส่งออกอากาศ)


อย่างไรก็ตาม วิทยุสื่อสารดังกล่าวนั้นยังคงมีขนาดใหญ่เกินกว่าที่จะถือไปได้ด้วยมือข้างเดียว อาจกล่าวได้ในตอนนี้ว่า ?Walkie-Talkie?
(เครื่องรับส่งวิทยุที่สามารถนำติดตัวบุคคลไปได้) นั้นได้มีมาแล้วตั้งแต่ช่วงต้นของสงครามโลกครั้งที่สอง อย่างไรก็ตาม ?Handy-Talkie?
(เครื่องรับส่งวิทยุที่สามารถถือใช้งานได้ในมือ) นั้นยังคงติดปัญหาทางเทคนิคบางประการจึงไม่สามารถพัฒนาขึ้นได้ในช่วงต้นของสงครามโลกครั้งที่สอง กล่าวคือ

- น้ำหนักของวิทยุ ต้องมีขนาดเบาพอที่จะถือไปได้ด้วยมือข้างเดียว เพื่อสะดวกในการทำการรบ

- แหล่งจ่ายไฟ อย่างที่ทราบกันอยู่แล้วว่า หลอดสูญญากาศของภาคขยายกำลังส่งนั้นต้องใช้ไฟตรงแรงดันค่อนข้างสูง
เช่น 90VDC ขึ้นไปเพื่อเลี้ยงวงจรเพลทของหลอด PA ซึ่งเทคโนโลยีของการจ่ายไฟแรงดันสูงในตอนนั้นก็จะหนีไม่พ้นแบตเตอรี่
เนื่องจากเทคโนโลยีแบบอื่นเช่น Dyna-motor หรือ Vibrator ในยุคนั้นนั้น มีขนาดใหญ่และน้ำหนักมากเกินไป นอกจากนี้ยังต้องสามารถจ่ายไฟได้นานเพียงพออีกด้วย

- สายอากาศ ทำอย่างไรจึงจะมีขนาดเล็ก สามารถเก็บได้ในขณะพกพา

- ต้องทนทานและเชื่อถือได้ในภาวะใช้งานจริง

โจทย์ดังกล่าวนี้ถูกป้อนให้กับบริษัทเอกชนหลายรายในสหรัฐซึ่งมีการออกแบบวิจัยร่วมกับหน่วยทหารสื่อสารของอเมริกา
ในที่สุด ในช่วงปี 1941-1942 บริษัท Galvin.  Co. (ซึ่งภายหลังสงครามโลกสงบลงได้กลายเป็นบริษัท Motorola ที่ดำเนินกิจการต่อเนื่องมาจนถึงทุกวันนี้)
ก็ได้ออกแบบวิทยุสื่อสารแบบล้ำสมัย (ในยุคนั้น) ออกมา อาจกล่าวได้ว่าแตกต่างจากรูปแบบวิทยุสื่อสารที่มีอยู่ในขณะนั้นเป็นอย่างมาก ลองมาดูกันว่าวิทยุเหล่านี้มีลักษณะอย่างไร ...

เอกสารอ้างอิงหลัก :

http://hereford.ampr.org/history/portable.html
http://www-users.kawo2.rwth-aachen.de/~banish/website/data/article_1mil121.pdf
http://www.hyperstealth.com/DonHings/first-walkie-talkie.htm
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

"นักวิทยุเถื่อนขั้นสูงป๋ายป๊าว"
Radio Thailand (RT) Special dx'ers radio group
27.555 MHz USB Mode    27.500 MHz CW Mode
My blog : http://153rt450.blogspot.com/
153RT450 (ICOM IC-707,KENWOOD TRC-80,YAESU FT-897)
Mr.kob[153RT450]
ปรมาจารย์ขั้นสูง
******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
Antenna: dipole
กระทู้: 744


(153RT450) Aobaob CB Chiangmai Thailand


เว็บไซต์
« ตอบ #4 เมื่อ: มีนาคม 10, 2012, 12:06:55 AM »

วิทยุรุ่นแรกที่เป็นผลงานของ บริษัท Galvin.  Co. (ซึ่งภายหลังสงครามโลกสงบลงได้กลายเป็นบริษัท Motorola ) ที่จะกล่าวถึงก็คือ

SCR-511/ BC-745 วิทยุสำหรับทหารม้า (1941)

สืบเนื่องจากสมัยสงครามโลกครั้งที่หนึ่งนั้น กองทหารม้าได้มีบทบาทสำคัญในการรบในหลายสมรภูมิ ดังนั้น  บริษัท Galvin.  Co.
จึงได้ออกแบบวิทยุสื่อสารสำหรับทหารม้าใช้งานโดยเฉพาะ โดยสามารถใช้งานขณะที่ขี่อยู่บนหลังม้าได้โดยใช้มือควบคุมเพียงข้างเดียว

สำหรับลักษณะคุณสมบัติทางเทคนิคนั้น ถ้าเปรียบเทียบขนาดกับวิทยุสื่อสารในสมัยนี้แล้วจะเห็นได้ว่าค่อนข้างจะห่างไกลกันมากทีเดียว
-   ความถี่ 2-6 MHz ช่องความถี่ 1 ช่อง ควบคุมด้วยแร่บังคับความถี่
-   การผสมคลื่น AM
-   กำลังส่ง 0.75 วัตต์
-   จ่ายกำลังด้วยแบตเตอรี่อย่างเดียว หรือแบตเตอรี่ที่มีขนาดเล็กลงร่วมกับอุปกรณ์จ่ายไฟแบบ Vibrator

รูป : สาธิตวิทยุ SCR-511 เมื่อถือพลวิทยุใช้งานบนพื้นดิน มีอุปกรณ์ประกอบด้วยวิทยุซึ่งเชื่อมต่อกับสายอากาศและแท่งกราวด์
ชุดปากพูดหูฟังเกาะติดกับหน้าอก วิทยุรุ่นนี้ถูกเรียกกันอีกชื่อหนึ่งเล่นๆว่า ?Pogo-Stick? เพราะมีลักษณะคล้ายกับของเล่นชนิดนี้

รูป : Pogo-stick (เครื่องเล่นของเด็กชนิดหนึ่ง) ซึ่งมีคนนำมาเป็นชื่อเรียกเครื่องวิทยุ SCR-511

(ถ้ายังนึกไม่ออกว่าเกี่ยวกับทหารม้าอย่างไร ต้องดูรูปถัดไป   )

รูป: SCR-511 เมื่อใช้งานจริงบนหลังม้า

ดูจากรูปแล้วจะเห็นแนวคิดบางประการในการออกแบบ กล่าวคือ

-การพยายามแยกวิทยุออกเป็นหลายๆ ส่วนออกจากกันเพื่อให้แต่ละส่วนมีน้ำหนักเบาลง และมีขนาดเล็ก เชื่อมโยงกันด้วยสายไฟ
กล่าวคือ แยกเป็น ชุดปากพูดหูฟังเกาะอยูที่หน้าอก ชุดเครื่องรับส่งซึ่งยึดติดกับสายอากาศและแท่งกราวด์สายดินทำเป็นแท่งเดียว
เพื่อให้ถือไว้ได้ด้วยมือข้างเดียว และส่วนชุดจ่ายไฟแยกออกมาเพื่อให้บรรทุกไปบนหลังม้าได้

- ปุ่ม PTT นั้นอยู่ใกล้กับตำแหน่งมือจับ ส่วนไมโครโฟนนั้น สามารถก้มหน้าลงไปพูดได้ทันทีโดยไม่ต้องใช้มืออีกข้างช่วย
ทำให้ทหารม้าสามารถสื่อสารกับหน่วยได้โดยไม่ต้องลงจากหลังม้าหรือสูญเสียการบังคับม้าแต่อย่างใด


รูป: วิทยุ SCR-511 และอุปกรณ์ประกอบทั้งหมด

รูป: Chest Unit ของ วิทยุ SCR-511

รูป:  Receiver / Transmitter Unit ของ วิทยุ SCR-511

เนื่องจากในสมัยนั้น ยังไม่มีสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น คือ ทรานซิสเตอร์ ไอซี แผ่นวงจรพิมพ์  หรือวงจรสังเคราะห์ความถี่ 
วิทยุนั้นจึงดูจะใหญ่โตเก้งก้างเมื่อเทียบกับประสิทธิภาพ  ซึ่งจากความเป็นจริงในสงครามโลกครั้งที่สองนั้น กองทหารม้าซึ่งใช้ม้าจริงๆ
 (ไม่ใช่ทหารม้ายานเกราะ เหมือนอย่างปัจจุบัน) นั้นได้ลดบทบาทลงอย่างมากในเกือบทุกสมรภูมิ จะมีบทบาทเด่นบ้างก็น้อยครั้ง
เช่นกองทหารม้ารัสเซีย ซึ่งใช้ปะทะกำลังกองทหารเยอรมันในครั้งที่ เยอรมันโจมตีรัสเซียในฤดูหนาว

ในทางปฎิบัตินั้นวิทยุรุ่นนี้จึงไม่ได้มีบทบาทสำคัญในการใช้งานจริงของทหารม้ามากนัก อีกทั้งยังออกจะใช้งานลำบากเมื่อเดินเท้าอีกด้วย
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

"นักวิทยุเถื่อนขั้นสูงป๋ายป๊าว"
Radio Thailand (RT) Special dx'ers radio group
27.555 MHz USB Mode    27.500 MHz CW Mode
My blog : http://153rt450.blogspot.com/
153RT450 (ICOM IC-707,KENWOOD TRC-80,YAESU FT-897)
Mr.kob[153RT450]
ปรมาจารย์ขั้นสูง
******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
Antenna: dipole
กระทู้: 744


(153RT450) Aobaob CB Chiangmai Thailand


เว็บไซต์
« ตอบ #5 เมื่อ: มีนาคม 10, 2012, 12:11:02 AM »

วิทยุรุ่นที่สองที่จะกล่าวถึง เป็นผลงานสร้างชื่อเสียงของ บริษัท Galvin.  Co. ก็คือ...

SCR-536/ BC-611    วิทยุสื่อสารหน่วยพลร่ม (1942)

วิทยุสื่อสารรุ่นนี้อาจจะใกล้เคียงกับวิทยุสื่อสารในปัจจุบันมากขึ้นกว่ารุ่นที่กล่าวมาแล้ว เนื่องจากอุปกรณ์ทุกๆ ส่วน ไม่ว่าจะเป็น เครื่องรับ- ส่ง
สายอากาศ ปากพูดหูฟัง และแหล่งจ่ายไฟ นั้น ทั้งหมดถูกบรรจุอยู่ในอุปกรณ์เพียงชิ้นเดียว  ในเบื่องต้นนั้นวิทยุรุ่นนี้ได้ถูกออกแบบโดย Galvin Co.
ในช่วงเวลาใกล้เคียงกับ SCR-511/ BC-745 ด้วยวัตถุประสงค์ที่ต่างกัน กล่าวคือวิทยุ SCR-536/ BC-611 นั้นถูกออกแบบให้มีขนาดเล็กมาก
เพื่อให้ทหารหน่วยพลร่มสามารถพกติดตัวไป เมื่อกระโดดร่มลงในดินแดนข้าศึกได้ แต่ในภายหลังวิทยุรุ่นนี้ก็ได้รับความนิยมในการใช้งานจาก
หน่วยทหารสัมพันธมิตรอื่นๆ ด้วย เนื่องจากน้ำหนักเบาและใช้งานได้ง่าย

รูป : วิทยุ SCR-536/ BC-611 ซึ่งมีรูปร่างพัฒนาขึ้นใกล้เคียงกับวิทยุสื่อสารแบบมือถือในปัจจุบัน

คุณสมบัติ

-   มีขนาดเบาจนถือได้ด้วยมือข้างเดียว (เครื่องเปล่าหนัก 3.85 ปอนด์  แบตเตอรี่สองก้อนหนัก 1.6 ปอนด์  รวมแล้ว 5.45 ปอนด์ หรือ 2.46 กิโลกรัม)
-   แบตเตอรี่ต้องใช้  2 ขนาดพร้อมๆกัน คือ 1.5V และ 103.5V สามารถใช้งานได้นาน 19 ชั่วโมง
-   ความถี่ 1 ช่อง ในช่วง 3.5-6.0 Mc (Mc= MegaCycle หรือ MegaHertz ในปัจจุบันนั่นเอง)
-   การบังคับความถี่ แร่ Crystal รับและส่ง แยกกัน
-   การผสมคลื่นแบบ AM
-   กำลังส่งสูงสุดประมาณ 0.25W (ใช้หลอด VT-174 (3S4) ตัวเดียวเป็นทั้ง front end ของภาครับ และ TX oscillator ของภาคส่ง
-   สายอากาศแบบชัก (Telescopic rod) ยาว 40 นิ้ว
-   ระยะรับส่ง ตาม specification  : 1 ไมล์ในที่โล่งปกติ   , 3 ไมล์เหนือพื้นน้ำในทะเล

วิทยุรุ่นนี้ เวลากด PTT จะต้องเว้นระยะเวลาไว้ (สั้นมากๆ) แล้วจึงพูดไปได้เหมือนเครื่องในปัจจุบัน เหตุผลที่ไม่ต้องรอเวลาอุ่นไส้หลอดวิทยุก่อนก็คือ
 หลอดวิทยุทั้งหมด 5 หลอด นั้นใช้งานทั้งหมดตอนรับ แต่ตอนส่งใช้งานเพียง 4 หลอด ดังนั้นหลอดทุกหลอดถูกอุ่นไส้อยู่ตลอดเวลาในเวลารับอยู่แล้ว
(วิธีนี้เปลืองแบตเตอรี่ แต่ช่วยให้การรับ-ส่ง วิทยุมีเสถียรภาพมากขึ้น พลวิทยุจะไม่ต้องมาพะวงว่าต้องกด PTT แล้วรออีกเท่าไหร่หลอดถึงจะร้อนและทำงาน) 

วิทยุ SCR-536/ BC-611 นี้ ออกแบบให้พลทหารทั่วไปสามารถใช้งานได้ง่ายโดยไม่ต้องมีการฝึกฝนทักษะใดๆ อย่างวิทยุรุ่นก่อนๆ
(ซึ่งมีปุ่มปรับอะไรมากมาย จะทำให้เครื่องวิทยุพร้อมใช้งานจะต้องมีการปรับอะไรยุ่งยากพอสมควร ซึ่งในสมัยนั้นจะมีแต่พลวิทยุสื่อสารที่ฝึกฝนมาทำหน้าที่นี้โดยเฉพาะ)

วิทยุรุ่นนี้มีสวิทช์อยู่เพียงสองตัวเท่านั้น !! คือ

1. สวิทช์ เปิด- ปิดเครื่อง อยู่ที่สายอากาศแบบชัก กล่าวคือจะเปิดเครื่องจ่ายไฟให้วงจรก็จะต้องชักสายอากาศขึ้นให้สุด
โคนของสายอากาศในเครื่องจะไปดันสวิทช์ข้างให้เครื่องให้จ่ายไฟให้วงจร

รูป : สายอากาศแบบชักภายในเครื่อง วิทยุ SCR-536/ BC-611  ทำหน้าที่เป็นสวิทช์เปิด-ปิด วงจรไฟฟ้า

2. PTT สวิทช์ (ใน manual ในเวลานั้นเรียกว่า Press-to-talk switch) เอาไว้กดส่ง ? ปล่อยรับเหมือนวิทยุรับ-ส่งในปัจจุบัน

รูป : การใช้งานเครื่องวิทยุ SCR-536/ BC-611 ในจังหวะ รับ-ส่ง  เป็นต้นแบบของการออกแบบ PTT วิทยุสื่อสารแบบมือถือในปัจจุบัน

ผลที่ตามมาจากการใช้งานในสนามของวิทยุรุ่นนี้ก็คือ ไม่สามารถนำไปใช้ในงานซุ่มโจมตีหรืองานที่ต้องปฎิบัติการในความเงียบได้ 
เพราะไม่มี Volume control และ ไม่มี Squelch เหมือนปัจจุบัน ทางหน่วยทหารสื่อสารของอเมริกาในเวลานั้นจึงแก้ปัญหาเฉพาะหน้า
ด้วยการออกแบบให้วิทยุรุ่นนี้ที่ผลิตใน lot หลังๆ ที่ช่องต่อหูฟังหรือไมโครโฟนภายนอกได้เพื่อไม่ให้เสียงเล็ดลอดออกไป

รูป : หูฟังและไมโครโฟนของวิทยุรุ่นนี้ในสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง   
ไมโครโฟนของวิทยุรุ่นนี้มีสองแบบ (ทั้งคู่เป็นคาร์บอนไมโครโฟนรุ่นเก่า) คือ รุ่น T-45 เป็น Lip Microphone หรือต้องคล้องติดริมฝีปากบนไว้ตามรูป
 (รูปกลาง ใช้งานค่อนข้างลำบาก ต้องติดไว้กับหน้า ไมโครโฟนแบบนี้ยังคงใช้งานต่อมาจนถึงช่วงสงครามเกาหลีแล้วจึงยกเลิกไป)  อีกรุ่นคือ T-30 ซึ่งเป็น
Throat  Microphone หรือไมโครโฟนที่ติดไว้ที่คอหอย สามารถรับเสียงที่ผ่านการสั่นสะเทือนของเส้นเสียงที่คอไปยังไมโครโฟนได้ (รูปขวาสุด) 
ไมโครโฟนลักษณะนี้ยังมีการใช้งานมาจนถึงปัจจุบัน

รูป : การใช้งานวิทยุ  SCR-536/ BC-611 ขณะตรวจการณ์หน้า

รูป : การใช้งานวิทยุ  SCR-536/ BC-611 ขณะลาดตระเวณ

ถ้าจะเทียบประสิทธิภาพของวิทยุรุ่นนี้กับวิทยุมือถือในปัจจุบันก็คงจะแตกต่างกันอย่างมาก อย่างไรก็ตามการออกแบบของวิทยุรุ่นนี้ถือได้ว่าล้ำสมัยมากเมื่อหกสิบกว่าปีที่แล้ว

เราจะสามารถพบเห็นวิทยุรุ่นนี้ในภาพยนต์เกี่ยวกับสงครามโลกครั้งที่สองหลายเรื่อง เช่น Saving Private Ryan หรือ Pearl Harbor เป็นต้น

เอกสารอ้างอิงหลัก :
TM 11-235 , War Department ? United State of America , May 1943
TM 11-235 , War Department ? United State of America , May 1945 (supersedes 1943 issue)
http://www.prc68.com/I/BC611.shtml
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

"นักวิทยุเถื่อนขั้นสูงป๋ายป๊าว"
Radio Thailand (RT) Special dx'ers radio group
27.555 MHz USB Mode    27.500 MHz CW Mode
My blog : http://153rt450.blogspot.com/
153RT450 (ICOM IC-707,KENWOOD TRC-80,YAESU FT-897)
Mr.kob[153RT450]
ปรมาจารย์ขั้นสูง
******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
Antenna: dipole
กระทู้: 744


(153RT450) Aobaob CB Chiangmai Thailand


เว็บไซต์
« ตอบ #6 เมื่อ: มีนาคม 10, 2012, 12:18:07 AM »

ขอคุยต่อเรื่องของวิทยุ SCR-536/ BC-611 อีกสักตอน เนื่องจากเป็นวิทยุรุ่นที่ถือได้เป็นวิทยุรุ่นต้นแบบของ ?ว.? ในปัจจุบัน
และเป็นตำนานสร้างชื่อให้กับ Galvin Co. (หรือ  Motorola ในปัจจุบัน) ถ้าลองไปถามคนชอบศึกษาเครื่องวิทยุสมัยสงครามโลกเป็นต้องรู้จักแทบทุกคน
ดูรูปกันไปเพลินๆนะครับ 


รูป : ตัวอย่างวงจรของเครื่องวิทยุ SCR-536/ BC-611 ใช้หลอดวิทยุทั้งหมด 5 หลอด ใช้แรงดันไฟจุดไส้หลอดเพียง 1.5V
และใช้แรงดันไฟเลี้ยงเพลท 103.5V แหล่งจ่ายไฟทั้งหมดมาจากแบตเตอรี่ (คงไม่ต้องไปหาจุดเปิดแบนด์ให้ยุ่งยากเหมือนเครื่องสมัยนี้ )

อย่างที่เขียนไปแล้วว่าวิทยุรุ่นนี้ใช้ไฟเลี้ยงไส้หลอด 1.5V แต่ขนาดของแบตเตอรี่จะมีขนาดยาวเป็นสองเท่าของถ่านไฟฉายขนาด D ในปัจจุบัน
(ถ่านไฟฉายก้อนใหญ่) ถ้าหากในสนามรบไม่สามารถหาแบตเตอรี่ขนาดพิเศษนี้ได้จะทำอย่างไร มีวิธีแก้ปัญหาได้ตามรูปด้านล่าง

รูป : ในคู่มือบอกไว้ว่า สามารถใช้ปลอกกระสุนปืนกลขนาด 0.5 นิ้ว ยัดลงไปในช่องใส่ถ่านร่วมกับแบตเเตอรี่ขนาด D แทนได้เพื่อเป็นทางเดินไฟฟ้า
 ซึ่งวิทยุจะสามารถทำงานได้ปกติ แต่จะมีชั่วโมงการทำงานที่ลดลง เนื่องจากความจุของแบตเตอรี่ที่จุดไส้หลอดลดลงครึ่งหนึ่ง
(แบตเตอรี่ BA-30 ในรูป คือแบตเตอรี่ขนาด D ในปัจจุบัน)

เนื่องจากวิทยุรุ่นนี้ ทำจากโลหะเพื่อให้มีความทนทาน แต่ไม่ได้กันน้ำ ดังนั้นเมื่อนำไปใช้ในบางพื้นที่ในภูมิอากาศเขตร้อน เช่นในสมรภูมิแปซิฟิค
 จะมีอากาศชื้นและฝนตกชุก ส่งผลให้เครื่องวิทยุเสียหายได้ (เนื่องจากในรุ่นแรกๆของการผลิตนั้น ไมโครโฟนยังเป็นแบบคาร์บอน ซึ่งไวต่อความชื้น
 ต่อมาในรุ่นการผลิตช่วงหลังๆจึงเปลี่ยนเป็นไมโครโฟนแบบ Dynamic เพื่อลดปัญหาดังกล่าว) ทางหน่วยทหารสื่อสารของอเมริกาจึงได้ออกแบบ
ถุงพลาสติกครอบตัวไมโครโฟนและถุงครอบวิทยุเพื่อใช้งานในภาวะดังกล่าวขึ้นมา

รูป: ที่ครอบไมโครโฟนและถุงพลาสติกที่ใช้ครอบวิทยุ SCR-536/ BC-611 เพื่อใช้งานขณะฝนตก (ทำให้นึกถึงตำรวจจราจรบ้านเราในวันสงกรานต์

นอกจากนี้ วิทยุรุ่นนี้ยังสามารถต่ออุปกรณ์เพิ่มเติมเพื่อช่วยในการแหล่งกำเนิดสัญญาณวิทยุได้อีกด้วย

รูป : วิทยุ SCR-536/ BC-611 เมื่อต่อกับชุด MC-619 เพื่อใช้งานเป็นเครื่องหาตำแหน่งเครื่องส่งสัญญาณวิทยุ
(เป็นสายอากาศแบบ loop หาทิศทางสำหรับย่านความถี่ 3.5-6.0 MHz)

รูป : โฆษณาบนปกหนังสือในสมัยปี 1943 ประกาศว่า Motorola เป็นเจ้าแรกที่ผลิตเครื่องวิทยุ Handy-Talkie ได้
(ทำการพัฒนาร่วมกับหน่วยวิจัยของทหารสื่อสารอเมริกา)

รูป : บางคนอาจจะกะขนาดของวิทยุรุ่นนี้ไม่ถูก ลองดูรูป SCR-536/ BC-611 เทียบ กับวิทยุมือถือรุ่นปัจจุบัน Yaesu FT-11
จะเห็นความแตกต่างของวิทยุที่ผ่านการพัฒนามาในช่วงกว่า 60 ปี

รูป : ไส้ในของวิทยุ SCR-536/ BC-611 เมื่อถอดออกมาจากโครงของเครื่อง ในรูปชากบนลงล่างประกอบด้วย 3 ส่วนคือ 
แผงวงจรภายในและสายอากาศแบบชัก โครงตัวถังโลหะและฝาปิดล่าง ฝาปิดบนและฝาครอบสายอากาศ

รูป : แผงวงจรของวิทยุ SCR-536/ BC-611 สมัยสงครามโลกที่ผ่านกาลเวลามากว่าหกสิบปี ที่เห็นสีน้ำตาลเคลือบไปหมดทั้งแผงวงจรนั้น
คือน้ำยา Varnish หรือ Lacquer Spray ที่พ่นไว้ป้องกันอุปกรณ์ภายในความชื้นและเชื้อรา   (ปัจจุบันนี้อุปกรณ์ภายในได้เสื่อมสภาพไปตามกาลเวลา
พวก Resistor แบบ Compressed Carbon ก็มีค่ายืดออกไป ส่วน Capacity แบบ Electrolyte ก็น้ำยาภายในแห้ง
การจะซ่อมให้กลับคืนใช้งานได้นั้นทำได้ไม่ยาก แต่ไม่ควรทำเพราะคุณค่าทางประวัติศาสตร์จะพลอยสูญหายไปด้วย  )

ลองดูรูปวิทยุรุ่นนี้ในภาพยนต์สมัยสงครามโลกนะครับ บางครั้งอาจจะไม่ได้ทันสังเกตเพราะเข้าฉากมาเป็นเวลาช่วงสั้นๆ จริงๆมีอีกหลายเรื่องถ้าตั้งใจดูดีๆ

รูป : SCR-536/ BC-611 จากภาพยนต์เรื่อง Saving Private Ryan
(พระเอกแจ้งสถานะการณ์บนชายฝั่งให้กองบังคับการณ์บนเรือทราบ หลังจากยึดที่มั่นบนหาด Omaha ได้สำเร็จ)

รูป : วิทยุ SCR-536/ BC-611  จากภาพยนต์เรื่อง Pearl Harbor (เพื่อนพระเอกใช้วิทยุติดต่อกับเครื่องบินของพระเอก เพื่อร่วมกันทำลายเครื่อง ZERO ของฝ่ายญี่ปุ่น)
  จากภาพที่เห็นนี้มีการใช้งานที่ผิดจากรายละเอียดทางเทคนิคของวิทยุรุ่นนี้ ก็คือไม่ได้ชักสายอากาศออกมา นั้นคือวิทยุยังไม่ได้เปิดเครื่องนั่นเอง
(หนังเรื่องนี้ถูกวิจารณ์จากผู้รู้หลายท่านว่า ทำ production research ไม่ดีพอ)  ส่วนที่เห็นเป็นแท่งยื่นๆออกมาที่ส่วนบนของเครื่องนั้นไม่ใช่สายอากาศ แต่เป็นฝาครอบสายอากาศ

เพื่อนๆท่านใดครอบครองวิทยุ SCR-536/ BC-611 แล้วต้องการ TM (Technical Manual) สามารถ download ได้ฟรีที่
 http://bama.edebris.com/manuals/miltest/bc611/


เอกสารอ้างอิงหลัก :
TM 11-235 , War Department ? United State of America , May 1945 (supersedes 1943 issue)
รูปจาก ภาพยนต์ Saving Private Ryan และ Pearl Harbor
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

"นักวิทยุเถื่อนขั้นสูงป๋ายป๊าว"
Radio Thailand (RT) Special dx'ers radio group
27.555 MHz USB Mode    27.500 MHz CW Mode
My blog : http://153rt450.blogspot.com/
153RT450 (ICOM IC-707,KENWOOD TRC-80,YAESU FT-897)
Mr.kob[153RT450]
ปรมาจารย์ขั้นสูง
******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
Antenna: dipole
กระทู้: 744


(153RT450) Aobaob CB Chiangmai Thailand


เว็บไซต์
« ตอบ #7 เมื่อ: มีนาคม 10, 2012, 12:21:28 AM »

คราวนี้จะกล่าวถึงวิทยุสื่อสารอีกรุ่นหนึ่งในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ที่ทำให้ Motorola กลายเป็นตำนานในใจนักวิทยุตั้งแต่นั้นมา

วิทยุ BC-1000/ SCR-300 (Walkie-Talkie รุ่นแรกของโลกที่ใช้งานใน mode FM -  ปี 1941 )

เมื่อดูจากวิทยุในช่วงต้นๆของสงครามโลกหลายๆรุ่นที่กล่าวมา จะเห็นได้ว่าวิทยุพวก Walkie-Talkie หรือ Handy-Talkie นั้น
(เช่น SCR-511 หรือ SCR-536 เป็นต้น) ใช้งานรับ-ส่ง ใน mode AM หรือ CW เท่านั้น เหตุผลเนื่องมาจาก
   
1. ด้วยเทคโนโลยีในเวลานั้น สามารถผลิตวิทยุรับส่งแบบ FM ได้ก็ตาม วิทยุเหล่านั้นจะมีขนาดใหญ่และมีน้ำหนักมาก
เพราะการ modulator / detector ของระบบ FM นั้นมีความซับซ้อนกว่า AM  ทำให้จำนวนหลอดวิทยุที่ต้องใช้มากขึ้น
 วิทยุรับส่งที่เป็นแบบ FM ในเวลานั้น จะเป็นเครื่องประจำที่และติดรถยนต์

2. ปัญหาเรื่อง gain ของหลอดสูญญากาศมีค่าลดลงเมื่อทำงานที่ความถี่สูงขึ้น ทำให้ต้องออกแบบวงจรขยายเป็นหลายๆขั้น
   ทำให้ต้องใช้หลอดจำนวนมากขึ้น

3. วิทยุส่วนใหญ่ในช่วงต้นของสงครามโลกครั้งที่สองที่ผลิตออกมาเป็น mode AM กับ CW เพื่อให้วิทยุต่างรุ่นกัน ใช้งานร่วมกันได้
   แต่ละรุ่นก็จะมีช่วงความถี่ไล่ๆกันไปตั้งแต่ 2-18 MHz การที่จะผลิตวิทยุที่มีการรับ-ส่ง ใน mode อื่นๆ เช่น FM จะต้องพิจารณาดูความเหมาะสมด้วยว่า
  จะทำงานร่วมกับเครื่องรุ่นอื่นๆที่ประจำการอยู่ในแนวรบได้หรือไม่

รูป : ตารางเปรียบเทียบความถี่ใช้งานของวิทยุสื่อสารของกองทัพบกอเมริกาในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง
  จะเห็นได้ว่าวิทยุแต่ละรุ่นทำงานรับ-ส่งได้ในความถี่ช่วงสั้นๆ และความถี่รับกับความถี่ส่งในแต่ละเครื่องไม่เท่ากัน

ในช่วงปลายปี 1940  ทางฝ่ายวิจัยทหารสื่อสารของกองทัพบกอเมริกาได้เล็งเห็นถึงประสิทธิภาพของวิทยุรับส่งแบบ FM ซึ่งมีคุณภาพเสียงที่ดีกว่าแบบ AM
และมีสัญญาณรบกวนน้อยกว่ามาก ซึ่งได้ว่าจ้างทำสัญญากับ Motorola ในการทำวิจัยสร้างเครื่องต้นแบบขึ้นมาเพื่อให้ใช้งานกับหน่วยทหารราบโดยเฉพาะ
(บางเอกสารอ้างอิงก็บอกว่าเนื่องมาจาก Motorola  ยื่นข้อเสนอให้ก่อนพร้อมกับให้ความเชื่อมั่นว่าจะสามารถสร้างวิทยุต้นแบบได้ทันตามกำหนดเวลา) 
 แต่ในสัญญานั้นก็มีเงื่อนไขทางเทคนิคอยู่หลายประการที่ทำให้วิศวกรของ Motorola ในเวลานั้นหนักใจอยู่พอสมควร ที่จะต้องทำให้ได้ในเวลาที่จำกัด กล่าวคือ

-ต้องทำงานใน mode FM

-ต้องติดต่อกันได้เป็นระยะทางไม่น้อยกว่า 3 ไมล์

-ต้องครอบคลุมความถี่ตั้งแต่ 40-48 MHz และมีช่องใช้งานทั้งหมด 48 ช่อง

-การปรับความถี่รับและส่ง ต้องทำจากปุ่มปรับอันเดียวกันและปรับไปพร้อมๆกัน (ในเวลานั้นวิทยุรับ-ส่ง ส่วนใหญ่ยังคงแยกกันเป็นเครื่องรับและส่งอยู่ในตัวเครื่องเดียวกัน)

-ต้องมีวงจร AFC (Automatic Frequency Control) เพื่อปรับความถี่อัตโนมัติให้วิทยุสามารถสื่อสารกันได้อย่างชัดเจน
  เนื่องจากเทคโนโลยีในเวลานั้น วงจร Oscillator ยังคง มีความถี่คลาดเคลื่อนไปตามอุณหภูมิได้ค่อนข้างมาก

-ต้องเปลี่ยนความถี่ได้จากหน้าเครื่อง เนื่องจากการรักษาความลับของข้อมูลจากการดักฟังและการจัดสรรช่องความถี่ใช้งานที่อาจเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลาในสนามรบ
 (เป็นเหตุผลที่ทำให้ไม่สามารถใช้แร่บังคับความถี่สำหรับแต่ละช่องเหมือนการออกแบบแบบเก่าๆได้)

-ต้องใช้แร่บังคับความถี่ให้มีจำนวนไม่เกิน 2 ตัว (ในช่วงปี 1940 นั้น ยังไม่มีเทคโนโลยีในการสร้างแร่ Crystal ได้อย่างในปัจจุบัน
   แหล่งแร่ Crystal เกรดที่เอามาใช้งานกับวิทยุได้นั้นมาจากแหล่งธรรมชาติในอเมริกาใต้ และมีจำนวนเพียงประมาณ 10 % ของ Crystal ทั้งหมดที่ดีพอจะ
   เอามาทำ Oscillator ได้   เนื่องจาก Crystal ถือเป็นยุทธปัจจัย จึงต้องมีการจำกัดการใช้งานในช่วงสงคราม เพื่อสงวนไว้ใช้เท่าที่จำเป็น)

-แหล่งจ่ายไฟแบบแบตเตอรี่ต้องเพียงพอกับการใช้งานเป็นเวลานาน

-น้ำหนักต้องไม่เกิน 35 ปอนด์ และ ต้องสามารถนำติดตัวไปด้วยคนคนเดียวได้ในขณะใช้งาน

-อุปกรณ์ภายในเครื่องจะต้องสามารถป้องกันความชื้นและเชื้อราได้

วิศวกรหัวกะทิของ Motorola ในเวลานั้น (Daniel E.Noble เป็นหัวหน้าทีม และมีลูกน้องวิศวกรอีกสี่คน คือ Henry Magnuski,
Marion Bond, Lloyd Morris และ Bill Vogel) ต้องระดมสมองกันทำงานกันอย่างรีบเร่ง แข่งกับเวลาและเงื่อนไขทางเทคนิคมากมาย
ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่จะทำได้ง่ายๆเลยในช่วงทศวรรษ 1940 

อย่างไรก็ตามในช่วงฤดูใบไม้ผลิของปีถัดมา (1941) หรือเพียงประมาณครึ่งปีหลังจากนั้น วิศวกรของ Motorola ก็สามารถเอาชนะเงื่อนไขต่างๆได้ทั้งหมด
 พวกเขาสร้างวิทยุต้นแบบขึ้นสองตัวและทดสอบ รับ-ส่ง กันได้ระยะทางถึง 8 ไมล์ในที่โล่ง (มากกว่าเงื่อนไขที่ทางกองทัพให้มากว่าสองเท่า)   
ต่อมาทาง Motorola ได้นำวิทยุต้นแบบนี้เข้าไปทดสอบที่ Fort Knox, Kentucky โดยมีกรรมการจากหน่วยงานทหารต่างๆจำนวนมากเข้ามาร่วมทำ
การทดสอบการใช้งานในภาวะต่างๆในสมรภูมิจำลอง ซึ่งวิทยุต้นแบบนั้นก็ทำงานได้เรียบร้อยดีตามที่ออกแบบไว้

(ในการทดสอบนี้ Bob Galvin ลูกชายของผู้ก่อตั้ง Motorola ถึงกับไปร่วมทดสอบด้วยตนเอง ร่วมกับวิศวกร Daniel E.Noble และ Bill Vogel   
พวกเขาต้องเอาเครื่องวิทยุต้นแบบกลับมาตรวจสอบที่โรงแรมในเวลากลางคืนทุกคืนหลังจากที่ทดสอบภาคสนามเสร็จในแต่ละวัน
เพื่อให้แน่ใจว่าวิทยุของพวกเขา ยังคงทำงานได้เรียบร้อยดีในการทดสอบวันต่อไป)

รูป:วิทยุ BC-1000/ SCR-300 และ Technical Manual

ในท้ายที่สุด วิทยุ BC-1000/ SCR-300 ก็ได้ผลิตออกมากว่า 50,000 เครื่อง โดย Motorola เพื่อใช้ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง
(และผลิตจากบริษัทอื่นๆอีกจำนวนมาก ในช่วงหลังสงครามโลกเพื่อใช้ในกองทัพของชาติพันธมิตร)  วิทยุที่ผลิต lot แรกได้ถูกส่งไปทางอากาศ
เพื่อใช้ในการบุกอิตาลีของกองกำลังสัมพันธมิตร และได้ใช้ต่อมาในการบุกยุโรป บางส่วนถูกส่งไปใช้งานในสมรภูมิแปซิฟิค 
สมรภูมิที่ทำให้วิทยุ BC-1000/ SCR-300 ได้รับความสนใจ ก็คือสงครามใหญ่ครั้งสุดท้ายที่ฝ่ายเยอรมันใช้รถถังจำนวนมากเป็นหัวหอก
หวังตีทะลวงแนวป้องกันของสัมพันธมิตรไปยังเมืองท่าของ Belgium เพื่อเปิดทางเติมยุทธปัจจัย  (Battle of the Bulge)


รูป : วิทยุ BC-1000/ SCR-300 ขณะใช้งาน


เอกสารอ้างอิงหลัก :

TM 11-242  , War Department ? United State of America , February 1945

http://www.scr300.org/
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

"นักวิทยุเถื่อนขั้นสูงป๋ายป๊าว"
Radio Thailand (RT) Special dx'ers radio group
27.555 MHz USB Mode    27.500 MHz CW Mode
My blog : http://153rt450.blogspot.com/
153RT450 (ICOM IC-707,KENWOOD TRC-80,YAESU FT-897)
Mr.kob[153RT450]
ปรมาจารย์ขั้นสูง
******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
Antenna: dipole
กระทู้: 744


(153RT450) Aobaob CB Chiangmai Thailand


เว็บไซต์
« ตอบ #8 เมื่อ: มีนาคม 10, 2012, 12:26:38 AM »

มาว่ากันต่อในเรื่องวิทยุ BC-1000/ SCR-300 ซึ่งกลายเป็นต้นแบบของวิทยุสนาม (Man pack tactical radio) หลายๆรุ่นในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สองจนถึงปัจจุบัน
(วิทยุสนามตระกูล PRC-25, PRC-77, PRC-377, PRC-104, PRC-119, ฯลฯ ทั้งหลายก็มีลักษณะแบบนี้ทั้งสิ้น)  สักษณะที่เหมือนๆกันหลายๆอย่างคือ

- มีปุ่มปรับต่างๆและขั้วสายอากาศอยู่บนด้านหน้าวิทยุด้านเดียว

-แบตเตอรี่จ่ายกำลังติดตั้งอยู่ที่ก้นวิทยุ มีกล่องแบตเตอรี่ถอดออกมาได้

- ลำโพงและไมโครโฟนมีลักษณะเป็นปากพูดหูฟังเหมือนหูโทรศัพท์ และมีสวิทช์ PTT อยู่บนตัวมัน

- สายอากาศมีลักษณะถอดพับได้เป็นท่อนๆและมีโคนเป็นสปริงเพื่อไม่ให้สายอากาศชำรุดระหว่างใช้งานในภาคสนาม

- ติดตั้งโดยการสะพายไปบนหลังพลวิทยุ

รูป : BC-1000/ SCR-300   พร้อมอุปกรณ์ครบชุด


มาดูกันว่าวิทยุ BC-1000/ SCR-300 นี้มีคุณสมบัติอย่างไรบ้าง (ถ้าเทียบกับเทคโนโลยี่ในปัจจุบันนี้แล้ว อาจจะดีกว่าเครื่อง Eatel อยู่ไม่ไม่เท่าไหร่  )

- ความถี่ รับ-ส่ง 40-48 MHz  (ปรับความถี่รับส่งไปได้พร้อมๆกันจาก VFO แค่นี้ก็หรูมากแล้วในปี 1941)

- Mode การรับส่งแบบ FM เฉพาะเสียง

- Channel space 200KHz (มีวงจร AFC ช่วยชดเชยความถี่คลาดเคลื่อนขณะใช้งาน)

- กำลังส่ง 0.3W ระยะหวังผลประมาณ 3 ไมล์ (สังเกตได้ว่าใน Technical manual ของวิทยุสนามทางทหารแทบทุกรุ่นจะระบุระยะสื่อสารหวังผลไว้ชัดเจน
   เพราะเป็นเรื่องที่มีความจำเป็นในการใช้งาน ไม่เหมือนกับเครื่องวิทยุสมัครเล่นที่เน้นแนวการทดลอง)

- ภาครับแบบ double super heterodyne ความไวอย่างน้อย 4.5 uV

- มีวงจร Squelch

- มีช่องต่อสาย ให้สามารถต่อกันสองเครื่องที่ตั้งความถี่คนละช่องกันทำเป็น Repeater ได้เลย
  (เครื่องวิทยุสมัครเล่นเดี๋ยวนี้ เรายังต้องมาต่อวงจรเองข้างนอกเพื่อทำ Repeater)

- จำนวนหลอดทั้งหมด 18 หลอด (จำนวนหลอดเยอะเพราะเป็น FM และมีวงจร Squelch ที่แหละ ทำให้มีภาคอะไรเพิ่มขึ้นอีกมากกว่า AM
  เช่น Limiter, Discriminator, Noise Amplifier, DC amplifier, Squelch Oscillator)

รูป: ส่วนประกอบภายในของวิทยุ BC-1000/ SCR-300 จะเห็นหลอดจำนวนทั้งหมด 18 หลอด ถูกออกแบบให้บรรจุอยู่ในพื้นที่ขนาดจำกัด 
(ถือว่าออกแบบได้ขนาดเล็กมากแล้วในปี 1941)

รูป: ภายในด้านล่างของเครื่องของวิทยุ BC-1000/ SCR-300 จะเห็นสายไฟเชื่อมต่อวงจรโยงใยกันเต็มไปหมด
    เนื่องจากในยุคนั้นยังไม่มีเทคโนโลยีของแผ่นวงจรพิมพ์อย่างในปัจจุบัน

รูป: การใช้งานวิทยุแบบสะพายหลัง และ ส่วนประกอบของวิทยุ BC-1000/ SCR-300

- แบตเตอรี่มีสองขนาดคือ BA-70 หนัก 15 ปอนด์ (6.79 กิโลกรัม) ใช้งานได้ 20-25 ชั่วโมง และ BA-80 หนัก 9ปอนด์ (4.07 กิโลกรัม) ใช้งานได้ 12-15 ชั่วโมง

-น้ำหนักเครื่องวิทยุทั้งหมด เมื่อใช้ BA-70 หนัก 38.25 ปอนด์ (17.2 กิโลกรัม) และ BA-80 หนัก  32.25 ปอนด์ (14.6 กิโลกรัม) 
 จะเห็นได้ว่าเป็นน้ำหนักที่ค่อนข้างมากสำหรับสะพายไปโดยพลวิทยุเพียงคนโดย ทางเลือกในการ.วิทยุที่เป็นไปได้ก็คือการถอดตัวกล่องครอบแบตเตอรี่ออกได้
 (แบตเตอรี่จะยึดติดกับเครื่องวิทยุในตำแหน่งเดิมโดยสายรัด)  ด้วยวิธีการนี้น้ำหนักของวิทยุจะลดลงไปได้เหลือน้อยที่สุดที่ 25 ปอนด์  (11.33 กิโลกรัม) ดังรูปด้านล่าง

รูป: การใช้งานวิทยุ BC-1000/ SCR-300 ถอดแบตเตอรีออกเพื่อ.ลง จะเหลือเพียง 11.33 กิโลกรัม สามารถหิ้วด้วยแขนข้างเดียวได้

เรื่องน้ำหนักนี้ถือว่ายังค่อนข้างเป็นปัญหาในการบรรทุกของพลทหาร ท่านลองจินตนาการภาพพลวิทยุของกองทัพบกอเมริกาในสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง
 ซึ่งแต่งกายในชุดสนามสำหรับฤดูหนาว เมื่อรวมน้ำหนักทั้งหมดของ วิทยุ เสื้อผ้า หมวกเหล็ก และ อาวุธประจำกาย (ปืน M-1 Carbine) แล้วจะตกประมาณ 97 ปอนด์ 
(43.9 กิโลกรัม !!!!)   จึงไม่น่าแปลกใจที่พลวิทยุมักตกเป็นเป้าชั้นดีของหน่วยซุ่มยิงของฝ่ายตรงข้าม

รูป: เกิดเป็นพลวิทยุก็ต้องแบกวิทยุให้นายทหารใช้    (ในรูปเป็นแบตเตอรี่ตัวใหญ่และมีกล่องแบตเตอรี่ครอบจะหนักประมาณ 17.2 กิโลกรัม)

ปิดท้ายด้วยรูปจาก Technical Manual แนะนำการใช้งานวิทยุที่ถูกต้องซึ่งยังคงนำหลักการมาใช้ได้จนถึงทุกวันนี้

รูป : การใช้วิทยุที่ถูกต้องเพื่อให้ได้ประสิทธิภาพในการสื่อสารสูงที่สุดคือ ระวังอย่าให้สายอากาศพับลงมาอยู่ในแนวนอน
 ต้องหมั่นตรวจสอบสายอากาศให้อยู่ในแนวตั้งเสมอ และระวังอย่าให้สายอากาศไประกิ่งไม้หรือวัตถ่อื่นใดซึ่งจะทำให้ประสิทธิภาพในการรับส่งสัญญาณลดลง


เพื่อนๆท่านใดครอบครองวิทยุ BC-1000/ SCR-300 แล้วต้องการ TM (Technical Manual) สามารถ download ได้ฟรีที่
http://bama.edebris.com/manuals/miltest/scr300/


เอกสารอ้างอิงหลัก :

TM 11-242  , War Department ? United State of America , February 1945

http://sujan.hallikainen.org/~harold/BroadcastHistory/uploads/MotorolaScr300.pdf

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

"นักวิทยุเถื่อนขั้นสูงป๋ายป๊าว"
Radio Thailand (RT) Special dx'ers radio group
27.555 MHz USB Mode    27.500 MHz CW Mode
My blog : http://153rt450.blogspot.com/
153RT450 (ICOM IC-707,KENWOOD TRC-80,YAESU FT-897)
Mr.kob[153RT450]
ปรมาจารย์ขั้นสูง
******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
Antenna: dipole
กระทู้: 744


(153RT450) Aobaob CB Chiangmai Thailand


เว็บไซต์
« ตอบ #9 เมื่อ: มีนาคม 10, 2012, 11:31:19 AM »

บทความต่อไปนี้รูปภาพอาจจะหาไปนะครับลองค้นหาดูเองนะครับ

สวัสดีครับทุกๆท่าน กลับมาคุยกันต่อเรื่องของวิทยุสื่อสารรุ่นเก่าๆแปลกๆแบบกระทู้เดิมนะครับ  
( http://www.100watts.com/smf/index.php?topic=15444.0 )

หลังจากที่หายไปหลายเดือนเพราะข้อมูลหาย และติดงานประจำที่ยุ่งๆอยู่ เมื่อวานซืนมีเพื่อนที่ไปกรุงเทพเอาหนังสือ 100Watts เล่มเดือนตุลาคมนี้มาฝาก
เปิดอ่านไปเจอบทความหน้า 64-66 เรื่องเกี่ยวกับ W8PAL และอ้างอิงมายังกระทู้เดิมด้วย ทำให้เกิดนึกอยากเขียนเรื่องวิทยุเก่าๆขึ้นมาสนุกๆอีก

กำลังนึกว่าจะเขียนเรื่องวิทยุอะไรดี เห็นเรื่องวิทยุ Joan-Eleanor (SSTR-6 / SSTC-502) ในหนังสือ 100Watts ก็เลยขอนำด้วยเรื่องวิทยุแนวๆนี้ก็แล้วกันนะครับ

ในสมัยยุคหกสิบกว่าปีก่อนในช่วงสงครามโลกนั้นงานจารกรรมและการสอดแนมหาข่าวหลังแนวรบแบบใต้ดินส่วนหนึ่งก็อาศัยการส่งข่าวทางวิทยุเช่นเดียวกัน
เครื่องส่งวิทยุ Joan-Eleanor (SSTR-6 / SSTC-502) ก็เป็นตัวอย่างหนึ่งของวิทยุสื่อสารขนาดเล็กที่หน่วย OSS ของอเมริกา (หน่วย CIA ในเวลาต่อมา)
สร้างขึ้นมาใช้งานในช่วงปี 1942 โดยให้เครื่องวิทยุนี้กับสายลับที่อยู่หลังแนวข้าศีก ไว้ติดต่อแจ้งข่าวกับเครื่องรับที่ติดตั้งบนเครื่องบินที่บินอยู่

จริงๆแล้วจะเรียกเครื่องวิทยุ SSTC-502 (Joan)ว่าเครื่องวิทยุแบบมือถือก็คงจะได้ แต่มันก็คงจะไม่เหมือนเครื่องวิทยุมือถือแบบในปัจจุบันนัก
เนื่องจากในการใช้งานจริงนั้นแบตเตอรี่ที่ใช้กับเครื่องวิทยุ SSTC-502 นั้นมีขนาดใหญ่เกินกว่าที่จะนำมารวมกับตัวเครื่องแล้วถือด้วยมือข้างเดียวได้
จึงต้องต่อโยงกันด้วยสายไฟดูคล้ายๆกับกระสือ (ใช้แบตเตอรี่ขนาด D 2 ก้อนขนานกันสำหรับจุดไส้หลอด และแบตเตอรี่ขนาด 67.5V สองก้อนอนุกรมกัน
สำหรับวงจรเพลต  - ขอให้ลองอ่านในกระทู้เดิม คงพอจะทราบได้ว่าปัญหาเรื่องการจ่ายไฟให้วงจรหลอดมีผลกับขนาดและน้ำหนักของวิทยุสื่อสารในสมัยนั้นอย่างไร)


รูป : เครื่องรับส่งวิทยุ SSTC-502 (Joan) เป็นเครื่องวิทยุมือถือแบบหลอดในปี ที่แยกแบตเตอรี่ออกจากตัวเครื่อง และใช้สายอากาศแบบ Dipole
ทำงานที่ความถี่ 260 MHz ซึ่งสูงกว่าค่าสูงสุดของเครื่องรับฝ่ายเยอรมันในสมัยนั้นที่รับได้เพียง 250 MHz  ทำงานรับส่งกับเครื่อง SSTR-6 ใน mode FM
แต่การ modulate ยังคงก้ำกึ่งระหว่าง FM กับ AM อยู่ (สังเกตรูปด้านขวามือจากบนลงล่าง เครื่อง SSTC-502พร้อมสายอากาศ dipole และหูฟังภายนอก,
socket ต่อสายอากาศแบบ dipole อยู่ด้านบนของเครื่อง, ช่องต่อหูฟังและแบตเตอรี่ภายนอก อยู่ด้านล่างของเครื่อง, ปุ่ม PTT ด้านข้างเครื่อง)



เครื่องรับส่งวิทยุแบบมือถือที่แยกแบตเตอรี่ออกมาแบบนี้ ยังคงมีใช้สืบเนื่องมาอีกหลายปีหลังสงครามโลกสิ้นสุดลง ตัวอย่างก็เช่นเครื่อง AN/URC-4
ซึ่งออกแบบไว้ใช้เป็นวิทยุรับส่งฉุกเฉินไว้ติดต่อระหว่างนักบินที่สละเครื่องกับเครื่องบินค้นหาช่วยชีวิต


รูป : เครื่องรับส่งวิทยุแบบหลอด RT-159A/URC-4  (ปี 1952) ยังคงใช้สายอากาศแบบ dipole ซึ่งสามารถทำงานในย่าน  airband VHF/UHF
โดยการยืดหดตัวสายอากาศ มีแบตเตอรี่จ่ายไฟต่อจากภายนอก จ่ายไฟให้วงจรหลอดวิทยุภายใน  



รูป: วงจรและส่วนประกอบภายในเครื่องวิทยุ RT-159A/URC-4 สังเกตหลอดวิทยุแบบ sub miniature tube (pencil tube-หลอดดินสอ)
ใช้ขยายสัญญาณขนาดเล็กเพื่อลดขนาดของตัวเครื่องลง ส่วนแบตเตอรี่แยกต่อใช้งานจากภายนอก


มานึกๆดูแล้ว ถ้าเราลองย้อนยุคสร้างสายอากาศแบบ dipole แนวนอนอย่างที่กล่าวมานี้เพื่อต่อใช้งานกับหัวเครื่องวิทยุมือ (ย่าน 145 MHz อาจจะยาวไปหน่อย
แต่ย่าน  245 นี่ขนาดกำลังดี เอาหนวดกุ้ง TV มาทำได้เลย) ประสิทธิภาพในการรับส่งจะเป็นอย่างไร ? ถ้าผมมีโอกาสจะทดลองสร้างดูครับ

รูป วิธีการใช้งานสายอากาศแบบ dipole ของเครื่อง RT-159A/URC-4 ซึ่งใช้งานทั้งได้ทั้งแบบ VHF และ UHF โดยการยืดหดความยาววิป


คราวนี้ขอจบแบบสั้นๆก่อน คราวหน้าจะมาคุยกันต่อเรื่องวิทยุตัวอื่นๆในยุคเดียวกันนี้อีกนะครับ

เอกสารอ้างอิงหลัก :

http://www.militaryradio.com/spyradio/joaneleanor.html

http://www.clansmanradios.com/arsc/customer/pages.php?pageurl=/publish/Articles/US_Military_Portable_Radios/SAR-Rescue_Radios.htm

http://wftw.nl/gibsongirl/gibsongirl3.html

http://i.cmpnet.com/eetimes/news/08/12/1552art_pg50.jpg

T.O.-12R2-2-2URC4-1 Handbook Operation and Service instruction Radio Set URC-4 / The Secretary of the Air Force  10 August 1950
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

"นักวิทยุเถื่อนขั้นสูงป๋ายป๊าว"
Radio Thailand (RT) Special dx'ers radio group
27.555 MHz USB Mode    27.500 MHz CW Mode
My blog : http://153rt450.blogspot.com/
153RT450 (ICOM IC-707,KENWOOD TRC-80,YAESU FT-897)
Mr.kob[153RT450]
ปรมาจารย์ขั้นสูง
******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
Antenna: dipole
กระทู้: 744


(153RT450) Aobaob CB Chiangmai Thailand


เว็บไซต์
« ตอบ #10 เมื่อ: มีนาคม 10, 2012, 11:32:18 AM »

สวัสดีครับ มาคุยกันต่อเรื่องของเครื่องรับส่งวิทยุเก่าๆในยุคสงครามโลกกันต่อนะครับ
ลองมาดูกันว่าวิทยุบางแบบที่หน่วยสายลับในสมัยนั้นใช้งานกันอยู่มีลักษณะเป็นอย่างไรบ้าง และแตกต่างกับวิทยุในปัจจุบันอย่างไร

หน่วยสายลับในสมัยปัจจุบันที่รู้จักกันดีก็คงจะหนีไม่พ้นหน่วย CIA ของอเมริกา ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองนั้น หน่วยนี้ยังเป็นหน่วย OSS
(Office of Strategic Service) ซึ่งทำหน้าที่ประสานงานในภาระกิจลับระหว่างหน่วยงานต่างๆของกองทัพในช่วงสงคราม
หลังจากสงครามโลกยุติลง ประมาณเดือน ตุลาคม 1945 หน่วย OSS นี้ก็สลายตัวไป  และ CIA ได้รับการก่อตั้งขึ้นมาทดแทนอย่างเป็นทางการ 2 ปีต่อมา
 ในเดือนกันยายน  1947 ตาม The National Security Act of 1947

เมื่อกล่าวถึงสายลับ อุปกรณ์หนึ่งในการสื่อสารที่เรานึกถึงก็คงไม่พ้นวิทยุสื่อสาร ในสมัยหกสิบกว่าปีก่อนนั้น วิทยุสื่อสารคงจะหนีไม่พ้นเคยหาเครื่องวิทยุหลอด
ซึ่งมีขนาดค่อนข้างใหญ่และต้องการแบตเตอรี่แรงดันไฟสูงเพื่อจ่ายให้วงจร เนื่องจากวิทยุสื่อสารในการทำงานของสายลับสงครามในเวลานั้นจะต้องสามารถทำงานได้
ในลักษณะพกพาไปใช้งานได้ในที่ต่างๆ จะต้องตั้งสถานีและรื้อถอนสถานี แทบทุกครั้งที่มีการใช้งาน ดังนั้นสถานีและสายอากาศจึงมีลักษณะกึ่งแสวงเครื่อง
สามารถเก็บซ่อนพรางในลักษณะต่างๆกันได้ เราลองมาดูว่าเครื่องวิทยุต่างเหล่านี้มีลักษณะอย่างไร

รูป เครื่องวิทยุ SSTR-1 ซึ่งเป็นชุดเครื่องรับส่งวิทยุบรรจุในกระเป๋าเดินทาง ทำงานในย่านความถี่  HF ใน mode CW (รหัสโทรเลข) ใช้หูฟังในการรับฟัง
 สายอากาศใช้แบบแสวงเครื่องเป็นสายไฟขึงแบบชั่วคราว ระยะหวังผลได้ไกลถึง 300 ไมล์ หรือมากกว่านั้น
 (ขึ้นกับระบบสายอากาศและปัจจัยอื่นๆเช่น การแพร่กระจายคลื่นในชั้นบรรยากาศ)
 
 

 ในชุดกระเป๋าเครื่อง SSTR-1 จะแยกเป็นอุปกรณ์หลักๆ คือ

- ตัวเครื่องรับ (SSR-1)  ตัวซ้ายสุดในกระเป๋า
- ตัวเครื่องส่ง (SST-1) ตัวกลางถัดจาก เครื่องรับ
- ตัวจ่ายไฟ ตัวสีขาวมีมิเตอร์ (มีหลายๆรุ่น เช่น SSP-1/ 2/ 3 /4, GN-35 /GN-44) จ่ายไฟให้วงจรเพลตใช้ไฟสูง 400VDC และไส้หลอดใช้แรงดัน 6.3V
 ที่น่าสังเกตคือตัวจ่ายไฟมีหลากหลายรูปแบบมาก สามารถใช้แรงดันไฟ AC ได้หลายค่า  ใช้ไฟ DC  (ร่วมกับวงจร Vibrator สร้างไฟสูง)
หรือแม้แต่ใช้ Thermo couple  (ก่อกองไฟเพื่อเผา thermocouple ให้ร้อนแล้วจ่ายกระแสชาร์ทแบตเตอรี่!!!)

รูป วงจรเครื่องส่ง SST-1  ส่งได้ในช่วง 3-14 MHz ใช้หลอด 6L6 ร่วมกับแร่บังคับความถี่ กำลังส่ง 8-15W  สังเกตได้ว่าวงจรนี้มีความคล้ายคลึงกับ
เครื่องส่งที่ใช้หลอด 6L6 ซึ่งนักวิทยุสมัครเล่นนิยมสร้างกันในช่วงหลังจากนั้นไม่นาน

 

รูป วงจรเครื่องรับ SSR-1 รับความถี่ 2.7-17 MHz  รุ่นแรกๆ ใช้วงหลอดวิทยุจำนวน 4 หลอดแบบ superhetrodyne
(วงจรในรูปเป็นเครื่อง SSR-1 รุ่นแรกๆ ในรุ่นหลังๆจะแก้ไขเปลี่ยนเป็นวงจร 5 หลอด)  สามารถรับฟังแบบ CW MCW และ AM ได้

  

รูป การใช้งานเครื่องรับส่งวิทยุ SSTR-1 ในภาคสนาม จะเห็นตัวเครื่องรับ เครื่องส่ง ถอดออกจากกระเป๋า ใช้แบตเตอรี่ขนาด 6 V
ในการจ่ายไฟ สังเกตสายไฟเส้นสีขาวในแนวตั้งคือสายอากาศแบบแสวงเครื่อง (รูปนี้ถ่ายจากศูนย์ฝึกของ OSS หรือที่รู้จักกันในนาม Area C )

 

วิทยุอีกรุ่นต่อมาที่พัฒนาใช้งานในหน่วย OSS หลังจากรุ่น SSTR-1 นี้ก็คือ SSTR-5  ซึ่งถูกพัฒนาในช่วงปลายสงครามโลกครั้งที่ 2 (ประมาณปี 1945)
ให้มีขนาดเล็กลงและเหมาะสมกับการใช้งานจริงมากขึ้น โดยการใช้ไฟฟ้าจากแบตเตอรี่ขนาด 90V x 2 ลูก และ 1.5V
(ถ้ายังจำกันได้ เครื่องวิทยุ Joan ในตอนที่แล้วมีรหัสว่า SSTR-6 ก็คือรุ่นถัดจาก SSTR-5 นั่นเอง)


รูป เครื่องวิทยุ SSTR-5 (โดย คุณ Joe N2GBT) ประกอบด้วย เครื่องรับวิทยุ SSR-5 (ตัวซ้ายมือ) และ เครื่องส่งวิทยุ SST-5 (ตัวขวามือ)
ทำงานในช่วงความถี่ HF 2.5-12 MHz  วงจรเครื่องรับยังคงเป็นแบบ superhetrodyne แบบ 6 หลอด ส่วนเครื่องส่งใช้หลอด 3S4 ที่มีขนาดเล็กกว่า
หลอด 6L6 ในเครื่อง SST-1 จำนวน 2 หลอดต่อเป็นแบบขนานกัน(ในกรณีที่หลอดใดหลอดหนึ่งเสีย เครื่องส่งวิทยุยังคงทำงานต่อไปได้)

 
 
รูป ในหนังสือ    ARRL's Low Power Communication: The Art and Science of Qrp กล่าวถึงเครื่อง SSTR-5 ไว้ดังด้านล่างครับ

 

จากเอกสารอ้างอิงโดยคุณ William L. Howard  (SK) ซึ่งเป็นอดีตนายทหารด้านข่าวกรองในกองทัพสหรัฐ (ดูรายการเอกสารอ้างอิงตอนท้าย)
กล่าวถึงวิทยุรุ่น SSTR-5 นี้ไว้ดังนี้   ? ? .ในขณะที่ผมกำลังเขียนบทความนี้อยู่นั้น เท่าที่ผมทราบวิทยุรุ่นนี้ที่หลงเหลือในสภาพสมบูรณ์เพียง 3 ชุด
 ผมพยายามจะค้นคว้าหาประวัติที่มาของวิทยุรุ่นนี้แต่ก็ไม่สำเร็จ ไม่ว่าจะเป็นที่ กรมทหารสื่อสาร  CIA  NSA และ The national Archives ต่างก็
ไม่มีข้อมูลของวิทยุรุ่นนี้อยู่เลย สิ่งเดียวที่ทราบได้อย่างแน่ชัดก็คือมันถูกสร้างขึ้นโดยบริษัท Philharmonic Radio?
?. เครื่องรับวิทยุนี้ถูกใช้งานมากในภาระกิจประเทศจีนและประเทศอื่นๆแถบแปซิฟิค?   ?

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

"นักวิทยุเถื่อนขั้นสูงป๋ายป๊าว"
Radio Thailand (RT) Special dx'ers radio group
27.555 MHz USB Mode    27.500 MHz CW Mode
My blog : http://153rt450.blogspot.com/
153RT450 (ICOM IC-707,KENWOOD TRC-80,YAESU FT-897)
Mr.kob[153RT450]
ปรมาจารย์ขั้นสูง
******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
Antenna: dipole
กระทู้: 744


(153RT450) Aobaob CB Chiangmai Thailand


เว็บไซต์
« ตอบ #11 เมื่อ: มีนาคม 10, 2012, 11:34:15 AM »

หลังจากพยายามสืบค้นเรื่องของวิทยุสื่อสารที่เสรีไทยเคยใช้งาน เผื่อจะเจอข้อมูลของเครื่องวิทยุบ้าง
แต่ก็ยังไม่เป็นผล เพราะยังไม่มีข้อมูลบันทึกไว้โดยตรงว่าเสรีไทยเคยใช้วิทยุสื่อสารรุ่นไหนบ้าง เจอแต่ว่าเป็นวิทยุรับส่งแบบ CW
แต่เจอข้อมูลของหน่วย OSS สมัยสงครามโลกครั้งที่สองเยอะพอสมควร  

ท่านที่สนใจเรื่องวิทยุ  Joan-Eleanor (SSTR-6 / SSTC-502) ที่ลงในหนังสือ 100Watts ฉบับเดือนตุลาคมที่ผ่านมา
สามารถเข้าไปดู on line VDO แนะนำเครื่อง Joan-Eleanor  ได้ที่ link ข้างล่างนี้ได้เลยครับ

<a href="http://www.anonym.to/?http://www.youtube.com/watch?v=ycCxRPWPidc" target="_blank">http://www.youtube.com/watch?v=ycCxRPWPidc</a>


เป็นหนังขาวดำ ความยาว 18 นาที ถ่ายทำในช่วงปี 1942-1943 โดยหน่วย OSS เพื่อฝึกสอนสมาชิกหน่วยให้รู้จักการทำงานของระบบวิทยุ air-ground นี้
เรื่องราวเหล่านี้ถูกเก็บเป็นความลับถึง 50 ปี ตามกฏหมายของสหรัฐ และเพิ่งจะได้รับการเปิดเผยเมื่อไม่นานมานี้

เมื่อดูแล้วจะเห็นพัฒนาการของวิทยุสื่อสารที่ล้ำหน้าสุดๆของ OSS เมื่อ 60 กว่าปีที่แล้ว และระบบสายอากาศ VHF ในยุคนั้น

เอ... แล้วจะหวนนึกถึงย่าน 245 ของบ้านเราที่กำลังเละเทะไหมนี่ (ดันมาใช้ความถี่ใกล้ๆกันเสียด้วยสิ  )


แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

"นักวิทยุเถื่อนขั้นสูงป๋ายป๊าว"
Radio Thailand (RT) Special dx'ers radio group
27.555 MHz USB Mode    27.500 MHz CW Mode
My blog : http://153rt450.blogspot.com/
153RT450 (ICOM IC-707,KENWOOD TRC-80,YAESU FT-897)
Mr.kob[153RT450]
ปรมาจารย์ขั้นสูง
******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
Antenna: dipole
กระทู้: 744


(153RT450) Aobaob CB Chiangmai Thailand


เว็บไซต์
« ตอบ #12 เมื่อ: มีนาคม 10, 2012, 11:36:46 AM »

ที่มา : บทความว่าด้วยเรื่องวิทยุสื่อสารและอุปกรณ์ในครั้งกระโน้น.... ของท่าน คนไทยไกลบ้าน ในเว็บ 100w 153RT450 ได้ขออนุญาตเจ้าของบทความเเล้วครับ เพื่อเป็นประโยชน์และวิทยาทานแก่ผู้สนใจ ประวัติเรื่องราววิทยุสื่อสารในอดีต
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

"นักวิทยุเถื่อนขั้นสูงป๋ายป๊าว"
Radio Thailand (RT) Special dx'ers radio group
27.555 MHz USB Mode    27.500 MHz CW Mode
My blog : http://153rt450.blogspot.com/
153RT450 (ICOM IC-707,KENWOOD TRC-80,YAESU FT-897)
hs5xev-153rt222
ปรมาจารย์ขั้นสูง
******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

Antenna: ยังไม่มีครับ
กระทู้: 1057



« ตอบ #13 เมื่อ: มีนาคม 10, 2012, 12:00:51 PM »

เยี่ยมครับ ปักหมุด
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
radiomania
ผู้คุมกฎ
*****
ออนไลน์ ออนไลน์

กระทู้: 590


ใครใคร่ส่งส่ง ใครใคร่ฟังฟัง


« ตอบ #14 เมื่อ: มีนาคม 10, 2012, 06:34:41 PM »

(ต่อจากที่ท่านยาจกลงเอาไว้ครับ เวปมันไม่ยอมให้โพสในโพสเดียวเพราะจำนวนตัวอักษรมากเกินไป)

ย้อนกลับมาที่ปัจจุบัน พศ.2552   โดยเหตุการณ์บังเอิญเมื่อไม่กี่เดือนมานี้ ในระหว่างที่ผมได้สนทนากับพี่นักวิทยุสมัครเล่นในประเทศไทยท่านหนึ่งทาง MSN 
 พี่เขาได้บอกกับผมว่ามีเครื่องส่งวิทยุหลอดอยู่เครื่องหนึ่งซึ่งซื้อเก็บไว้เป็นสิบปีแล้ว ผมซึ่งสนใจอยากจะทราบว่าเป็นเครื่องลักษณะใด ก็เลยขอร้องให้พี่เขาถ่ายรูปส่งมาให้ดู
 และรูปที่ได้เห็นทาง MSN ทำให้ผมตื่นเต้นก็คือรูปด้านล่างนี้ครับ

รูป เครื่องส่งวิทยุที่พี่นักวิทยุสมัครเล่นในประเทศไทยท่านหนึ่งส่งมาให้ผมดูทาง MSN

 


ผมได้แจ้งให้พี่เขาทราบว่าเครื่องวิทยุเครื่องนี้มีประวัติเก่าแก่และน่าสนใจศึกษา แต่น่าเสียดายที่ตัวคันเคาะโทรเลขหายไป 
พี่เขาจึงแจ้งให้ทราบว่าตัวคันเคาะได้ถอดมาทำอุปกรณ์อย่างอื่นเล่นและสามารถประกอบกลับเข้าไปที่เดิมได้ หลังจากที่สนทนากันอยู่สักพัก
ผมก็ตกลงกับพี่เขาว่าเมื่อกลับไปกรุงเทพแล้วจะเข้าไปดูเครื่องส่งวิทยุนี้ เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา ผมกลับไปกรุงเทพจึงได้มีโอกาสแวะไปหาพี่เขา
และได้เห็นเครื่องในสภาพสมบูรณ์ตามรูปด้านล่างครับ


รูป เครื่อง SST-5 ที่พบในประเทศไทย อยู่ในสภาพเกือบสมบูรณ์ หลังจากผ่านกาลเวลามากว่า 60 ปี

 

รูป สภาพภายในเครื่อง SST-5  สังเกตหลอด 3S4 สองหลอดที่วางนอนอยู่ด้านขวามือซึ่งต่อขนานกันอยู่ (ถ้าหากหลอดใดหลอดหนึ่งชำรุดเครื่องก็ยังทำงานต่อไปได้)
 และตัว capacitor ตัวยาวแนวนอนด้านหน้าซึ่งต่อคร่อมตัว Key ไว้เพื่อลดการกระชากของกระแสในวงจรขณะกด key ส่งสัญญาณ
 
 
รูป สภาพภายในเครื่อง SST-5 อีกด้านหนึ่ง สังเกตตัวต้านทานแบบ compressed carbon และ Capacitor แบบ Mica ซึ่งเป็นอุปกรณ์ในยุคนั้น
ฐานของตัว selector เป็นแบบเซรามิคซึ่งทนทานกว่าแบบ phenolic ในปัจจุบันมาก สิ่งหนึ่งที่ควรจะมีแต่กลับไม่มี ก็คือการพ่นน้ำยาวานิชกันเชื้อราภายในเครื่อง
(MFP ? Military Fungus Protection) ซึ่งปกติแล้ววิทยุสื่อสารทางทหารในยุคนั้นส่วนใหญ่ จะถูกพ่นน้ำยาที่มีกลิ่นฉุนนี้เคลือบไว้เพื่อป้องกันอุปกรณ์ภายในจากเชื้อรา

 

รูป วงจรเครื่องส่ง SST-5 ที่ถ่ายจากฝากล่องด้านใน (ผมถ่ายรูปไม่ค่อยชัด ต้องขออภัยด้วยครับ ถ้ามีคนสนใจจะดู จะหาโอกาสถ่ายมาให้ใหม่อีกครั้ง)

 

ส่วนตัวเครื่องรับ SSR-5 ที่พลัดพรากกัน หน้าตาแบบตัวข้างล่างนี้ ผมเข้าใจว่าคงจะยังอยู่ที่ไหนสักแห่งในประเทศไทย
ถ้าท่านใดเคยเห็นที่ไหนหรือเก็บไว้ ช่วยแจ้งให้ทราบด้วยนะครับ 


รูป ตัวอย่างหน้าตาเครื่องรับ SSR-5 (โดย คุณ Joe N2GBT)

 

เครื่องส่งวิทยุ SST-5 ตัวที่พบนี้จะถูกส่งมาปฎิบัติภาระกิจลับในประเทศไทยในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองหรือเปล่า (เสรีไทย ?) ก็ยังไม่แน่ชัดนัก
และผมคงไม่อาจสรุปได้จากข้อมูลเท่าที่มีอยู่นี้ ก็คงจะต้องศึกษา ค้นคว้า และสอบถามผู้รู้รุ่นเก่าๆต่อไปครับ

น่าเสียใจเป็นอย่างยิ่ง ที่คุณ William L. Howard  ซึ่งเป็นผู้ที่เชี่ยวชาญท่านหนึ่งในด้านวิทยุสื่อสารของทางทหารรุ่นเก่าๆได้เสียชีวิตลงไป
เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2008 ที่ผ่านมา  บทความของท่านเขียนจากประสบการณ์ในกองทัพและงานข่าวกรองซึ่งหาไม่ได้จากแหล่งเอกสารอื่นๆ
ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจให้หลายๆคนหันมาสนใจศึกษาพัฒนาการของวิทยุสื่อสารรุ่นเก่าๆ การเสียชีวิตของท่านนับเป็นการสูญเสียบุคคลสำคัญในวงการนี้
ผมขอแสดงความคารวะดวงวิญญาณท่านไว้ ณ ที่นี้ครับ

ยังมีตอนต่อไปครับ ..(จะเขียนเมื่อมีเวลาว่างจากการทำงาน)


เอกสารอ้างอิงหลัก (ขอเชิญท่านที่สนใจอ่านเพิ่มเติม จะมีข้อมูลละเอียดกว่าที่คัดมาสรุปในกระทู้นี้ )

-http://www.wlhoward.com/  (เป็น official website ของคุณ William L. Howard )

-http://www.clansmanradios.com/arsc/customer/pages.php?pageurl=/publish/Articles/WWII_Spy_Radios/WWII_Spy_Radios.htm&js=n

-http://www.militaryradio.com/spyradio/oss.html (โดยคุณ Peter McCollum)

-http://www.militaryradio.com/spyradio/sstr1.html

-http://lps-radio.rytter.net/sstr-1.htm

-ARRL's Low Power Communication: The Art and Science of Qrp โดย Richard H. Arland  บทที่ 11  Vintage Radio  and QRP / Milcom

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

radiomania - 153RT404 - นักวิทยุเถื่อนขั้นสูงปริ๊ด
หน้า: [1] 2   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.21 | SMF © 2006-2007, Simple Machines | Thai language by ThaiSMF Valid XHTML 1.0! Valid CSS!
หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.049 วินาที กับ 26 คำสั่ง