www.153rt.com

กระทู้ทั่วไป => วิทยุสื่อสารและอุปกรณ์ในอดีต (Old time radio) => ข้อความที่เริ่มโดย: Mr.kob[153RT450] ที่ มีนาคม 09, 2012, 11:55:17 PM



หัวข้อ: ว่าด้วยเรื่องวิทยุสื่อสารและอุปกรณ์ในครั้งกระโน้น....
เริ่มหัวข้อโดย: Mr.kob[153RT450] ที่ มีนาคม 09, 2012, 11:55:17 PM
ขออนุญาต คัดลอกบทความจากของท่าน คนไทยไกลบ้าน หัวข้อ : ว่าด้วยเรื่องวิทยุสื่อสารและอุปกรณ์ในครั้งกระโน้น....ในเว๊บ 100W ให้เพื่อสมาชิกเราได้ศึกษากันครับ

ในยุค พศ. 2551 นั้น วิทยุสื่อสารแบบมือถือหรือ ที่เรียกกันติดปากว่า ?ว.?ในประเทศไทยสามารถซื้อได้ง่ายเหมือนกับ
ซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าทั่วๆไปตามบ้านเรือน ไม่ว่าจะเป็นเครื่องที่ถูกต้องตามกฎหมายหรือเครื่องที่ลักลอบนำเข้ามา

การใช้วิทยุสื่อสารนั้น ถ้าหากไม่มีความจำเป็นที่จะต้องใช้ในงานอาชีพ ก็มักจะเรียกกันง่ายๆ ว่า ?เล่น ว.?
ดูๆ ไปคล้ายๆ กับว่าขณะนี้วิทยุสื่อสารได้กลายเป็นของเล่นชนิดหนึ่งไปแล้วก็พอจะกล่าวได้  ในเมื่อซื้อหามาได้ง่าย
มารยาทและระเบียบปฎิบัติอันควรต่างๆ นั้นก็ดูเหมือนจะถูกละเลย มองข้ามไปเสียง่ายๆ ไปด้วย
การรบกวนกันบนความถี่ด้วยการจงใจหรือไม่ตั้งใจเกิดขึ้นทุกวันเหมือนจะเป็นเรื่องปกติไปแล้ว 

ความจริงแล้วกว่าที่เครื่องวิทยุสื่อสารหรือ ?ว? จะพัฒนามาให้เราได้ใช้งานหรือเล่นกันอย่างทุกวันนี้นั้น
ต้องผ่านวิวัฒนาการของขั้นตอนการออกแบบต่างๆ ตลอดจนเทคโนโลยีทางวิศวกรรมหลายๆ แขนงมายาวนานหลายสิบปี
ซึ่งเรื่องราวเหล่านี้ หลายๆท่านยังไม่มีโอกาสได้ทราบเนื่องจากเกิดขึ้นมานานเต็มที

ผมจะขอเล่าเรื่องเก่าๆ ให้ฟังกันแบบสนุกๆ ตามที่ศึกษาค้นคว้ามาได้และมีข้อมูลใกล้ตัว
เผื่อว่าจะทำให้คนรุ่นหลังๆ หันมาสนใจในเรื่องราวเก่าๆ อันเป็นรากฐานของปัจจุบันกันบ้าง 
หวังลึกๆว่าอาจจะเจอผู้ที่สนใจในเรื่องราวพวกนี้เหมือนๆกัน จะได้แลกเปลี่ยนความรู้กันด้วย

เราจะเริ่มต้นย้อนเวลากลับไปเมื่อกว่า  100 ปีที่แล้ว.....


หัวข้อ: Re: ว่าด้วยเรื่องวิทยุสื่อสารและอุปกรณ์ในครั้งกระโน้น....
เริ่มหัวข้อโดย: Mr.kob[153RT450] ที่ มีนาคม 09, 2012, 11:57:12 PM
ในสมัยก่อนนั้น วิทยุสื่อสารจัดเป็นอุปกรณ์สื่อสารที่มีความสำคัญหลักในการติดต่อระยะไกลที่ไม่สามารถวางสายเคเบิลสำหรับโทรเลขและโทรศัพท์ได้ ในส่วนของกองทัพเรือช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง (เริ่มต้นราวๆ ช่วงปี 1895 เป็นต้นมา) ก็ได้เริ่มมีการนำเอาวิทยุสื่อสารเข้ามาติดตั้งในเรือรบของชาติตะวันตกบ้างแล้วเช่นกันแต่อยู่ในขั้นทดลอง เช่นราชนาวีอังกฤษ ได้มีการทดลองต่อยอดจากการทดลองของ Hertz ในปี 1896 โดยทดลองส่งสัญญาณระหว่างเรือรบ HMS Defiance ไปยังเรือรบ HMS Source ซึ่งลอยลำอยู่ห่างไป 3 ไมล์ได้เป็นผลสำเร็จ ที่จริงแล้วการทดลองในการเริ่มต้นครั้งนั้นเป็นเพียงการส่งสัญญาณจากเครื่องส่งไปยังตัว spark gap ที่เครื่องรับให้เกิดการ spark ตามจังหวะการทำงานของเครื่องส่งเท่านั้น

ในการสื่อสารทางวิทยุของเอกชนนั้น ในปี 1901 บริษัท Marconi ก็ประสบความสำเร็จในการวางข่ายวิทยุสื่อสารข้ามมหาสมุทรแอตแลนติคเป็นระยะทางกว่า 3,000 ไมล์ โดยการใช้เครื่องส่ง ขนาด 75 KW.  อย่างไรก็ตาม ทั้งสถานีส่งและสถานีรับของบริษัท Marconi นั้นยังคงเป็นสถานีประจำที่บนชายฝั่ง เนื่องมาจากข้อจำกัดของขนาดเครื่องส่ง เครื่องรับ และสายอากาศ

 ในยุคต้นๆนั้นวิทยุสื่อสารยังเป็นแบบ Spark Gap มีซึ่งขนาดใหญ่มาก ส่วนเครื่องรับก็ยังเป็นแบบวิทยุแร่ซึ่งมีความสามารถในการคัดเลือกสัญญาณที่ไม่ดีนัก และยังเป็นเครื่องส่งและเครื่องรับแยกกันอยู่ การรับส่งของวิทยุในเวลานั้นก็ทำได้เพียงรหัสมอร์สเท่านั้น ความถี่ที่ใช้ก็อยู่ในช่วงต่ำแบบ MW เพราะในช่วงเวลานั้นเทคโนโลยีของหลอดสูญญากาศนั้นยังอยู่ในยุคเริ่มต้นในห้องทดลอง เทคนิคการผสมคลื่นแบบต่างๆ นั้น (เช่น AM หรือ FM) ก็ยังไม่มีการนำมาใช้จริงกับการส่งวิทยุในเวลานั้น

ต่อมาในช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง (1914-1918) ได้มีความพยายามพัฒนาหลอดสูญญากาศขึ้นมาจนสามารถประดิษฐ์หลอด Triode ได้เป็นผลสำเร็จในปี 1914 และได้เริ่มมีการใช้งานกันอย่างแพร่หลายในวิทยุสื่อสารของฝ่ายพันธมิตร (โดยเฉพาะอังกฤษและฝรั่งเศษ)  นอกจากนี้ในด้านการบินก็ได้มีการพัฒนาระบบวิทยุในเครื่องบินให้เครื่องบินสามารถชี้เป้าปืนใหญ่ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น นอกจากนี้ได้มีการพยายามติดตั้งวิทยุรับส่งในเรือเหาะและ เครื่องบินแบบอื่นๆทำให้มีการทดลองรับส่งวิทยุจากอากาศสู่พื้น และ อากาศสู่อากาศอย่างกว้างขวางในหลายๆประเทศตั้งแต่ช่วงปี 1914 เป็นต้นมา

 เมื่อสงครามโลกครั้งที่หนึ่งสงบลง ดูเหมือนๆกับว่าการพัฒนาของเทคโนโลยีในด้านวิทยุสื่อสารก็พลอยชะลอตัวลงไปด้วย

รูป: ทหารสื่อสารฝ่ายเยอรมันกำลังส่งสัญญาณโทรเลขทางวิทยุ ในปี 1914
(http://upload.tarad.com/images/537499DSCF1421ss.jpg)
รูป: เครื่องส่งวิทยุของฝ่ายอังกฤษในปี 1917 (สังเกตหลอดสูญญากาศขนาดใหญ่สามหลอด)
(http://upload.tarad.com/images/858688DSCF1423n.jpg)

เอกสารอ้างอิงหลัก :

-   The Searchers (Kenneth Macksey, Cassell Military Paperbacks, 2003)
-   สงครามโลกครั้งที่ 1 (ปรีชา ศรีวาลัย, โอเดียนสโตร์ 2542)


หัวข้อ: Re: ว่าด้วยเรื่องวิทยุสื่อสารและอุปกรณ์ในครั้งกระโน้น....
เริ่มหัวข้อโดย: Mr.kob[153RT450] ที่ มีนาคม 09, 2012, 11:59:46 PM
ขอสรุปเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยเกี่ยวกับวิทยุสื่อสารในราวช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่งให้พอเห็นภาพอีกครั้งนะครับ ก่อนจะต่อไปเรื่องวิทยุในสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง 

-1895  Heinrich Hertz ประกาศให้โลกรู้ถึงการทดลองส่งคลื่นวิทยุไร้สายเป็นครั้งแรก
(หลังจากที่เขาทำการทดลองมาเป็นเวลานานกว่า 5 ปี โดยไม่ประสบผลสำเร็จเลยในช่วงนั้น)

- 1896  ราชนาวีอังกฤษทดลองส่งคลื่นวิทยุระหว่างเรือรบสองลำที่มีระยะห่างกันสามไมล์ได้เป็นผลสำเร็จ

-1901 บริษัท Marconi ตั้งสถานีรับส่งโทรเลขข้ามมหาสมุทรแอตแลนติคได้ระยะทางกว่า 3,000 ไมล์

-1902 Henry Jackson (สังกัดราชนาวีอังกฤษและทำงานร่วมกับบริษัท Marconi ในการพัฒนาระบบวิทยุสื่อสาร) ได้ตีพิมพ์บทความเกี่ยวกับผลจากการสังเกตว่า
คลื่นวิทยุสามารถส่งไปได้ไกลกว่าแนวเส้นตรงระหว่างส่วนโค้งของผิวโลกได้ บทความนี้เป็นบทความนี้เป็นแรงบันดาลใจให้ Oliver Heaviside และ Arthur Kennelly
ตั้งสมมุติฐานว่าเกิดการสะท้อนคลื่นวิทยุได้ในชั้นบรรยากาศที่เกิด Ionization ซึ่งต้องใช้เวลาต่อมาถึงทศวรรษที่ 1920 จึงสามารถพิสูจน์ได้ทางวิทยาศาสตร์ว่าสมมุติฐานดังกล่าวเป็นความจริง

-1903 เกิดการประชุมนานาชาติเกี่ยวกับวิทยุเป็นครั้งแรกที่เบอร์ลิน (International Wireless Telegraphy Conference) ส่วนหนึ่งของวัตถุประสงค์การประชุมก็เพื่อ
ไกล่เกลี่ยการรบกวนทางวิทยุระหว่าง บริษัท Marconi (อังกฤษ) และ บริษัท Telefunken (เยอรมัน)

-1904 มีการค้นคว้าทดลองพบว่า สามารถหาตำแหน่งของเครื่องส่งวิทยุ (Direction Finding - DF) ได้จากทิศทางการรับสัญญาณของสถานีรับสัญญาณหลายๆสถานี
 ซึ่งสามารถนำมาประยุกต์ใช้งานในด้านข่าวกรองได้

- 1904 ดอกเตอร์ John Ambrose Fleming (ทำงานใกล้ชิดกับ Marconi) สามารถประดิษฐ์หลอดสูญญากาศ Diode ได้สำเร็จเป็นครั้งแรก

-1906 จัดการประชุมนานาชาติครั้งที่สองเกี่ยวกับวิทยุที่แมดริด ในการประชุมครั้งนี้ได้มีการกำหนดให้ใช้สัญญาณ SOS ในการแจ้งเหตุฉุกเฉินบนความถี่ที่กำหนดให้มีการเฝ้าฟังด้วย

 -1908 Valdemar Poulson  สาธิตวิธีการส่งเสียงไปกับคลื่นวิทยุเป็นครั้งแรก

- 1914 เกิดสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ในช่วงเริ่มต้น เยอรมันจำเป็นต้องใช้สถานีส่งวิทยุที่เมือง Nauen ซึ่งเป็นสถานีส่งขนาดใหญ่ 200 KW และมีระบบสายอากาศใหญ่โต
 เป็นหลักในการสื่อสารกับโลกภายนอกเพราะอังกฤษได้ส่งเรือไปตัดสายเคเบิลโทรเลขเส้นหลักๆของเยอรมันทิ้งเสีย
(โดยเฉพาะอย่างยิ่งเคเบิลเส้นสำคัญที่ข้ามมหาสมุทรแอตแลนติคไปยังฝั่งอเมริกา)

-ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง การดักฟังและการถอดรหัสทางวิทยุมีเกิดขึ้นทั้งสองฝ่าย  ฝ่ายอังกฤษนั้นตั้งสถานีดักรับฟังและสื่อสารทางวิทยุขึ้นถึง 13 สถานีหลักกระจายไปทั่วโลก
 ตั้งแต่หมู่เกาะฟอร์คแลนด์ อิยิปต์ ไปจนถึง ศรีลังกา สิงค์โปร์ และฮ่องกง 

- การหาแหล่งกำเนิดสัญญาณนั้น ชุดอุปกรณ์ DF ได้ถูกติดตั้งทั้งในเรือและอากาศยานจำนวนมากทั้งสองฝ่าย รวมถึงบอลลูนและเรือเหาะ Zeppelins ของฝ่ายเยอรมันด้วยเช่นกัน
เพื่อจุดประสงค์ในการหาทิศทางของเครื่องส่งวิทยุฝ่ายตรงกันข้าม

- ถึงแม้ว่าเรือดำน้ำ U-boat ของฝ่ายเยอรมันจะเริ่มติดตั้งเครื่องส่งวิทยุตั้งแต่ปี 1908 แต่การหาตำแหน่งของเรือ U-boat โดยการใช้ DF ของฝ่ายอังกฤษกลับไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร
เนื่องจากเรือดำน้ำจะโผล่ขึ้นมาเหนือน้ำเพื่อทำการส่งวิทยุในช่วงสั้นๆในเวลากลางคืนเท่านั้น (เพื่อป้องกันการตรวจจับจากทางทะเลและทางอากาศ) และเรือดำน้ำ U-boat ในเวลานั้น
ใช้สายอากาศส่งแบบ Vertical  ทำให้การแพร่กระจายคลื่นในเวลากลางคืนจากกลางทะเล มีทิศทางที่ตรวจจับได้ยากขึ้นไปด้วย
(เนื่องจากการสะท้อนของคลื่นความถี่ต่ำในชั้นบรรยากาศตอนกลางคืนดีกว่าตอนกลางวัน และผลของการสะท้อนคลื่นวิทยุของน้ำทะเล)


รูป : วงจรเครื่องส่งแบบ Spark Gap แบบของ Nicola
(http://upload.tarad.com/images/795257sparkgap.JPG)
รูป: รถหาแหล่งกำเนิดสัญญาณใช้ในทางทหารในสมัยสงครามโลก (สังเกตสายอากาศแบบ loop และสายอากาศ Vertical)
(http://upload.tarad.com/images/260792DF.jpg)
รูป: เรือเหาะ Zeppelin  ถูกใช้งานเป็นพาหนะในการตรวจการ ทิ้งระเบิด และหาทิศทางแหล่งกำเนิดสัญญาณวิทยุในช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่งโดยฝ่ายเยอรมัน
(http://upload.tarad.com/images/701759800px-First_Zeppelin_ascent.jpg)
รูป: เรือดำน้ำ U-9 ของฝ่ายเยอรมัน ในช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง  (สังเกตสายอากาศวิทยุซึ่งเป็นแบบ Vertical สองเสา)
(http://upload.tarad.com/images/157288U9Submarine.jpg)
เอกสารอ้างอิงหลัก :
-    The Searchers (Kenneth Macksey, Cassell Military Paperbacks, 2003)
-    รูปบางส่วนจาก Wikipedia


หัวข้อ: Re: ว่าด้วยเรื่องวิทยุสื่อสารและอุปกรณ์ในครั้งกระโน้น....
เริ่มหัวข้อโดย: Mr.kob[153RT450] ที่ มีนาคม 10, 2012, 12:03:23 AM
อย่างที่มีคนกล่าวกันว่าในภาวะสงครามนั้น เทคโนโลยีจะได้รับการพัฒนาไปอย่างรวดเร็วกว่าในภาวะปกติ ในเรื่องของวิทยุสื่อสารก็เช่นกัน
เมื่อสงครามโลกได้ระเบิดขึ้นอีกครั้งในยุโรป เมื่อเยอรมันบุกโปแลนด์ในเดือน ปี 1939 นั้น อเมริกายังคงวางตัวเป็นกลางอยู่
แต่ก็ได้เริ่มกระตุ้นให้เกิดอุตสาหกรรมการผลิตอาวุธและการพัฒนาวิทยุสื่อสารต่างๆ อีกทั้งยังส่งอาวุธยุทโธปกรณ์ต่างๆ ให้แก่อังกฤษพันธมิตรเก่าเมื่อครั้ง
สงครามโลกครั้งที่หนึ่งอยู่ (ทั้งในลักษณะการซื้อขายและการช่วยเหลือแบบให้เปล่า) จนกระทั่งถูกญี่ปุ่นโจมตีเพิลฮาร์เบอร์เมื่อ 7 ธันวาคม 1941 
อเมริกาจึงประกาศสงครามกับฝ่ายอักษะและได้เข้าร่วมในสงครามโลกครั้งที่สองอย่างเต็มตัว

ในช่วงต้นของสงครามโลกครั้งที่สองนั้น วิทยุสื่อสารของสหรัฐได้รับการพัฒนาไปจนค่อนข้างจะดูทันสมัย เมื่อเทียบกับของชาติสัมพันธมิตรอื่นๆ 
วิทยุเริ่มมีขนาดเล็กลงจนสามารถเคลื่อนย้ายไปด้วยทหารคนเดียวได้ เช่น SCR-194, TBY, เป็นต้น นอกจากนี้ยังสามารถผสมเสียงพูดเข้าไปได้
ทั้ง mode AM หรือ FM และมีความใช้งานในช่วงที่สูงขึ้นด้วย เช่น ถึง 66 MHz เป็นต้น ทั้งนี้เนื่องจากการพัฒนาเทคโนโลยี่ของหลอดสูญญากาศ
ให้สามารถทำงานที่ความที่ได้สูงขึ้นและมีขนาดเล็กลง อีกทั้งได้เริ่มมีการนำเอาแร่บังคับความถี่เข้ามาใช้งาน ทำให้สามารถทำงานที่ความถี่สูงๆ ได้เที่ยงตรงขึ้น
ส่งผลให้ความกว้างช่องความถี่ (Channel Space) แคบลงไปด้วย

รูป : วิทยุสนาม SCR-194/BC-222 ของอเมริกา (ปี 1938) เชื่อกันว่าเป็นวิทยุรุ่นแรกของโลกที่เป็น Walkie-Talkie  (เดินไป-พูดไป)
หรือว่าพกพาไปได้ด้วยคนคนเดียวระหว่างที่ใช้งานได้  ใช้ความถี่ 28-52 Mc  / กำลังส่ง 0.1W  / AM 
(มีวิทยุ SCR-195/BC-322 อีกรุ่นที่มี ความถี่ 52-66 Mc  / กำลังส่ง 0.1W  / AM หน้าตาเหมือนกันออกมา ในเวลาเดียวกันด้วย -
เนื่องมาจากเทคโนโลยีในสมัยนั้นไม่สามารถทำให้วิทยุรับส่งเครื่องเดียวใช้ความถี่ได้กว้างครอบคลุมแถบความถี่ทั้งหมด)
(http://upload.tarad.com/images/301262194_1.JPG)
รูป : ดูรูปอีกมุมชัดๆ ของวิทยุรุ่น SCR-194 ขนาดใช้งาน
(http://upload.tarad.com/images/561931194_2.JPG)
รูป : หน้าตาเครื่องวิทยุสื่อสารรุ่น SCR-194 / SCR-195 ซึ่งเป็นวิทยุสนามที่ทันสมัยที่สุดในปี 1938 และอุปกรณ์ ประกอบในรูปด้านล่าง
(http://upload.tarad.com/images/770221194_3.JPG)
(http://upload.tarad.com/images/102856194_4.JPG)
(เรื่องที่ว่าใครคิดอะไรได้ก่อนใครนี้ เป็นปัญหาโลกแตก เพราะงานวิจัยบางอย่างในช่วงสงคราม ถือเป็นความลับสุดยอดของแต่ละฝ่ายที่ต้องปกปิดกัน
จนตอนนี้สงครามโลกเลิกมากว่า 60 ปีแล้ว บางเรื่องยังหาข้อสรุปไม่ได้ ลองอ่านเพิ่มเติมที่ http://www.hyperstealth.com/DonHings/first-walkie-talkie.htm   )

รูป : วิทยุสนาม TBY-7 ของหน่วยนาวิกโยธินอเมริกา ใช้มากในสงครามในสมรภูมิแปซิฟิค (เป็นวิทยุรุ่นที่อยู่ในภาพยนต์เรื่อง Windtalkers) 
 ความถี่ 28-80 Mc  / กำลังส่ง 0.5W  / AM และ MCW
(http://upload.tarad.com/images/167836TBY_1.JPG)
รูป : เครื่องวิทยุ TBY จากเรื่อง Windtalker
(ที่ถือในมือนั้นคือ Message  Book ที่ใช้ในการบันทึกข้อความที่จะส่งเพื่อนำไปให้พลวิทยุส่งออกอากาศ)
(http://upload.tarad.com/images/240428TBY_2.JPG)

อย่างไรก็ตาม วิทยุสื่อสารดังกล่าวนั้นยังคงมีขนาดใหญ่เกินกว่าที่จะถือไปได้ด้วยมือข้างเดียว อาจกล่าวได้ในตอนนี้ว่า ?Walkie-Talkie?
(เครื่องรับส่งวิทยุที่สามารถนำติดตัวบุคคลไปได้) นั้นได้มีมาแล้วตั้งแต่ช่วงต้นของสงครามโลกครั้งที่สอง อย่างไรก็ตาม ?Handy-Talkie?
(เครื่องรับส่งวิทยุที่สามารถถือใช้งานได้ในมือ) นั้นยังคงติดปัญหาทางเทคนิคบางประการจึงไม่สามารถพัฒนาขึ้นได้ในช่วงต้นของสงครามโลกครั้งที่สอง กล่าวคือ

- น้ำหนักของวิทยุ ต้องมีขนาดเบาพอที่จะถือไปได้ด้วยมือข้างเดียว เพื่อสะดวกในการทำการรบ

- แหล่งจ่ายไฟ อย่างที่ทราบกันอยู่แล้วว่า หลอดสูญญากาศของภาคขยายกำลังส่งนั้นต้องใช้ไฟตรงแรงดันค่อนข้างสูง
เช่น 90VDC ขึ้นไปเพื่อเลี้ยงวงจรเพลทของหลอด PA ซึ่งเทคโนโลยีของการจ่ายไฟแรงดันสูงในตอนนั้นก็จะหนีไม่พ้นแบตเตอรี่
เนื่องจากเทคโนโลยีแบบอื่นเช่น Dyna-motor หรือ Vibrator ในยุคนั้นนั้น มีขนาดใหญ่และน้ำหนักมากเกินไป นอกจากนี้ยังต้องสามารถจ่ายไฟได้นานเพียงพออีกด้วย

- สายอากาศ ทำอย่างไรจึงจะมีขนาดเล็ก สามารถเก็บได้ในขณะพกพา

- ต้องทนทานและเชื่อถือได้ในภาวะใช้งานจริง

โจทย์ดังกล่าวนี้ถูกป้อนให้กับบริษัทเอกชนหลายรายในสหรัฐซึ่งมีการออกแบบวิจัยร่วมกับหน่วยทหารสื่อสารของอเมริกา
ในที่สุด ในช่วงปี 1941-1942 บริษัท Galvin.  Co. (ซึ่งภายหลังสงครามโลกสงบลงได้กลายเป็นบริษัท Motorola ที่ดำเนินกิจการต่อเนื่องมาจนถึงทุกวันนี้)
ก็ได้ออกแบบวิทยุสื่อสารแบบล้ำสมัย (ในยุคนั้น) ออกมา อาจกล่าวได้ว่าแตกต่างจากรูปแบบวิทยุสื่อสารที่มีอยู่ในขณะนั้นเป็นอย่างมาก ลองมาดูกันว่าวิทยุเหล่านี้มีลักษณะอย่างไร ...

เอกสารอ้างอิงหลัก :

http://hereford.ampr.org/history/portable.html
http://www-users.kawo2.rwth-aachen.de/~banish/website/data/article_1mil121.pdf
http://www.hyperstealth.com/DonHings/first-walkie-talkie.htm


หัวข้อ: Re: ว่าด้วยเรื่องวิทยุสื่อสารและอุปกรณ์ในครั้งกระโน้น....
เริ่มหัวข้อโดย: Mr.kob[153RT450] ที่ มีนาคม 10, 2012, 12:06:55 AM
วิทยุรุ่นแรกที่เป็นผลงานของ บริษัท Galvin.  Co. (ซึ่งภายหลังสงครามโลกสงบลงได้กลายเป็นบริษัท Motorola ) ที่จะกล่าวถึงก็คือ

SCR-511/ BC-745 วิทยุสำหรับทหารม้า (1941)

สืบเนื่องจากสมัยสงครามโลกครั้งที่หนึ่งนั้น กองทหารม้าได้มีบทบาทสำคัญในการรบในหลายสมรภูมิ ดังนั้น  บริษัท Galvin.  Co.
จึงได้ออกแบบวิทยุสื่อสารสำหรับทหารม้าใช้งานโดยเฉพาะ โดยสามารถใช้งานขณะที่ขี่อยู่บนหลังม้าได้โดยใช้มือควบคุมเพียงข้างเดียว

สำหรับลักษณะคุณสมบัติทางเทคนิคนั้น ถ้าเปรียบเทียบขนาดกับวิทยุสื่อสารในสมัยนี้แล้วจะเห็นได้ว่าค่อนข้างจะห่างไกลกันมากทีเดียว
-   ความถี่ 2-6 MHz ช่องความถี่ 1 ช่อง ควบคุมด้วยแร่บังคับความถี่
-   การผสมคลื่น AM
-   กำลังส่ง 0.75 วัตต์
-   จ่ายกำลังด้วยแบตเตอรี่อย่างเดียว หรือแบตเตอรี่ที่มีขนาดเล็กลงร่วมกับอุปกรณ์จ่ายไฟแบบ Vibrator

รูป : สาธิตวิทยุ SCR-511 เมื่อถือพลวิทยุใช้งานบนพื้นดิน มีอุปกรณ์ประกอบด้วยวิทยุซึ่งเชื่อมต่อกับสายอากาศและแท่งกราวด์
ชุดปากพูดหูฟังเกาะติดกับหน้าอก วิทยุรุ่นนี้ถูกเรียกกันอีกชื่อหนึ่งเล่นๆว่า ?Pogo-Stick? เพราะมีลักษณะคล้ายกับของเล่นชนิดนี้
(http://upload.tarad.com/images/661341pogo1.JPG)
รูป : Pogo-stick (เครื่องเล่นของเด็กชนิดหนึ่ง) ซึ่งมีคนนำมาเป็นชื่อเรียกเครื่องวิทยุ SCR-511
(http://upload.tarad.com/images/372479pogo_stick.jpg)
(ถ้ายังนึกไม่ออกว่าเกี่ยวกับทหารม้าอย่างไร ต้องดูรูปถัดไป   )

รูป: SCR-511 เมื่อใช้งานจริงบนหลังม้า
(http://upload.tarad.com/images/276715SCR511.jpg)
ดูจากรูปแล้วจะเห็นแนวคิดบางประการในการออกแบบ กล่าวคือ

-การพยายามแยกวิทยุออกเป็นหลายๆ ส่วนออกจากกันเพื่อให้แต่ละส่วนมีน้ำหนักเบาลง และมีขนาดเล็ก เชื่อมโยงกันด้วยสายไฟ
กล่าวคือ แยกเป็น ชุดปากพูดหูฟังเกาะอยูที่หน้าอก ชุดเครื่องรับส่งซึ่งยึดติดกับสายอากาศและแท่งกราวด์สายดินทำเป็นแท่งเดียว
เพื่อให้ถือไว้ได้ด้วยมือข้างเดียว และส่วนชุดจ่ายไฟแยกออกมาเพื่อให้บรรทุกไปบนหลังม้าได้

- ปุ่ม PTT นั้นอยู่ใกล้กับตำแหน่งมือจับ ส่วนไมโครโฟนนั้น สามารถก้มหน้าลงไปพูดได้ทันทีโดยไม่ต้องใช้มืออีกข้างช่วย
ทำให้ทหารม้าสามารถสื่อสารกับหน่วยได้โดยไม่ต้องลงจากหลังม้าหรือสูญเสียการบังคับม้าแต่อย่างใด


รูป: วิทยุ SCR-511 และอุปกรณ์ประกอบทั้งหมด
(http://upload.tarad.com/images/651275pogo2.JPG)
รูป: Chest Unit ของ วิทยุ SCR-511
(http://upload.tarad.com/images/884491pogo3.JPG)
รูป:  Receiver / Transmitter Unit ของ วิทยุ SCR-511
(http://upload.tarad.com/images/872342pogo4.JPG)
เนื่องจากในสมัยนั้น ยังไม่มีสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น คือ ทรานซิสเตอร์ ไอซี แผ่นวงจรพิมพ์  หรือวงจรสังเคราะห์ความถี่ 
วิทยุนั้นจึงดูจะใหญ่โตเก้งก้างเมื่อเทียบกับประสิทธิภาพ  ซึ่งจากความเป็นจริงในสงครามโลกครั้งที่สองนั้น กองทหารม้าซึ่งใช้ม้าจริงๆ
 (ไม่ใช่ทหารม้ายานเกราะ เหมือนอย่างปัจจุบัน) นั้นได้ลดบทบาทลงอย่างมากในเกือบทุกสมรภูมิ จะมีบทบาทเด่นบ้างก็น้อยครั้ง
เช่นกองทหารม้ารัสเซีย ซึ่งใช้ปะทะกำลังกองทหารเยอรมันในครั้งที่ เยอรมันโจมตีรัสเซียในฤดูหนาว

ในทางปฎิบัตินั้นวิทยุรุ่นนี้จึงไม่ได้มีบทบาทสำคัญในการใช้งานจริงของทหารม้ามากนัก อีกทั้งยังออกจะใช้งานลำบากเมื่อเดินเท้าอีกด้วย


หัวข้อ: Re: ว่าด้วยเรื่องวิทยุสื่อสารและอุปกรณ์ในครั้งกระโน้น....
เริ่มหัวข้อโดย: Mr.kob[153RT450] ที่ มีนาคม 10, 2012, 12:11:02 AM
วิทยุรุ่นที่สองที่จะกล่าวถึง เป็นผลงานสร้างชื่อเสียงของ บริษัท Galvin.  Co. ก็คือ...

SCR-536/ BC-611    วิทยุสื่อสารหน่วยพลร่ม (1942)

วิทยุสื่อสารรุ่นนี้อาจจะใกล้เคียงกับวิทยุสื่อสารในปัจจุบันมากขึ้นกว่ารุ่นที่กล่าวมาแล้ว เนื่องจากอุปกรณ์ทุกๆ ส่วน ไม่ว่าจะเป็น เครื่องรับ- ส่ง
สายอากาศ ปากพูดหูฟัง และแหล่งจ่ายไฟ นั้น ทั้งหมดถูกบรรจุอยู่ในอุปกรณ์เพียงชิ้นเดียว  ในเบื่องต้นนั้นวิทยุรุ่นนี้ได้ถูกออกแบบโดย Galvin Co.
ในช่วงเวลาใกล้เคียงกับ SCR-511/ BC-745 ด้วยวัตถุประสงค์ที่ต่างกัน กล่าวคือวิทยุ SCR-536/ BC-611 นั้นถูกออกแบบให้มีขนาดเล็กมาก
เพื่อให้ทหารหน่วยพลร่มสามารถพกติดตัวไป เมื่อกระโดดร่มลงในดินแดนข้าศึกได้ แต่ในภายหลังวิทยุรุ่นนี้ก็ได้รับความนิยมในการใช้งานจาก
หน่วยทหารสัมพันธมิตรอื่นๆ ด้วย เนื่องจากน้ำหนักเบาและใช้งานได้ง่าย

รูป : วิทยุ SCR-536/ BC-611 ซึ่งมีรูปร่างพัฒนาขึ้นใกล้เคียงกับวิทยุสื่อสารแบบมือถือในปัจจุบัน
(http://upload.tarad.com/images/944710BC611_1.JPG)
คุณสมบัติ

-   มีขนาดเบาจนถือได้ด้วยมือข้างเดียว (เครื่องเปล่าหนัก 3.85 ปอนด์  แบตเตอรี่สองก้อนหนัก 1.6 ปอนด์  รวมแล้ว 5.45 ปอนด์ หรือ 2.46 กิโลกรัม)
-   แบตเตอรี่ต้องใช้  2 ขนาดพร้อมๆกัน คือ 1.5V และ 103.5V สามารถใช้งานได้นาน 19 ชั่วโมง
-   ความถี่ 1 ช่อง ในช่วง 3.5-6.0 Mc (Mc= MegaCycle หรือ MegaHertz ในปัจจุบันนั่นเอง)
-   การบังคับความถี่ แร่ Crystal รับและส่ง แยกกัน
-   การผสมคลื่นแบบ AM
-   กำลังส่งสูงสุดประมาณ 0.25W (ใช้หลอด VT-174 (3S4) ตัวเดียวเป็นทั้ง front end ของภาครับ และ TX oscillator ของภาคส่ง
-   สายอากาศแบบชัก (Telescopic rod) ยาว 40 นิ้ว
-   ระยะรับส่ง ตาม specification  : 1 ไมล์ในที่โล่งปกติ   , 3 ไมล์เหนือพื้นน้ำในทะเล

วิทยุรุ่นนี้ เวลากด PTT จะต้องเว้นระยะเวลาไว้ (สั้นมากๆ) แล้วจึงพูดไปได้เหมือนเครื่องในปัจจุบัน เหตุผลที่ไม่ต้องรอเวลาอุ่นไส้หลอดวิทยุก่อนก็คือ
 หลอดวิทยุทั้งหมด 5 หลอด นั้นใช้งานทั้งหมดตอนรับ แต่ตอนส่งใช้งานเพียง 4 หลอด ดังนั้นหลอดทุกหลอดถูกอุ่นไส้อยู่ตลอดเวลาในเวลารับอยู่แล้ว
(วิธีนี้เปลืองแบตเตอรี่ แต่ช่วยให้การรับ-ส่ง วิทยุมีเสถียรภาพมากขึ้น พลวิทยุจะไม่ต้องมาพะวงว่าต้องกด PTT แล้วรออีกเท่าไหร่หลอดถึงจะร้อนและทำงาน) 

วิทยุ SCR-536/ BC-611 นี้ ออกแบบให้พลทหารทั่วไปสามารถใช้งานได้ง่ายโดยไม่ต้องมีการฝึกฝนทักษะใดๆ อย่างวิทยุรุ่นก่อนๆ
(ซึ่งมีปุ่มปรับอะไรมากมาย จะทำให้เครื่องวิทยุพร้อมใช้งานจะต้องมีการปรับอะไรยุ่งยากพอสมควร ซึ่งในสมัยนั้นจะมีแต่พลวิทยุสื่อสารที่ฝึกฝนมาทำหน้าที่นี้โดยเฉพาะ)

วิทยุรุ่นนี้มีสวิทช์อยู่เพียงสองตัวเท่านั้น !! คือ

1. สวิทช์ เปิด- ปิดเครื่อง อยู่ที่สายอากาศแบบชัก กล่าวคือจะเปิดเครื่องจ่ายไฟให้วงจรก็จะต้องชักสายอากาศขึ้นให้สุด
โคนของสายอากาศในเครื่องจะไปดันสวิทช์ข้างให้เครื่องให้จ่ายไฟให้วงจร

รูป : สายอากาศแบบชักภายในเครื่อง วิทยุ SCR-536/ BC-611  ทำหน้าที่เป็นสวิทช์เปิด-ปิด วงจรไฟฟ้า
(http://upload.tarad.com/images/719647BC611_2.JPG)
2. PTT สวิทช์ (ใน manual ในเวลานั้นเรียกว่า Press-to-talk switch) เอาไว้กดส่ง ? ปล่อยรับเหมือนวิทยุรับ-ส่งในปัจจุบัน

รูป : การใช้งานเครื่องวิทยุ SCR-536/ BC-611 ในจังหวะ รับ-ส่ง  เป็นต้นแบบของการออกแบบ PTT วิทยุสื่อสารแบบมือถือในปัจจุบัน
(http://upload.tarad.com/images/123612BC611_3.JPG)
ผลที่ตามมาจากการใช้งานในสนามของวิทยุรุ่นนี้ก็คือ ไม่สามารถนำไปใช้ในงานซุ่มโจมตีหรืองานที่ต้องปฎิบัติการในความเงียบได้ 
เพราะไม่มี Volume control และ ไม่มี Squelch เหมือนปัจจุบัน ทางหน่วยทหารสื่อสารของอเมริกาในเวลานั้นจึงแก้ปัญหาเฉพาะหน้า
ด้วยการออกแบบให้วิทยุรุ่นนี้ที่ผลิตใน lot หลังๆ ที่ช่องต่อหูฟังหรือไมโครโฟนภายนอกได้เพื่อไม่ให้เสียงเล็ดลอดออกไป

รูป : หูฟังและไมโครโฟนของวิทยุรุ่นนี้ในสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง   
ไมโครโฟนของวิทยุรุ่นนี้มีสองแบบ (ทั้งคู่เป็นคาร์บอนไมโครโฟนรุ่นเก่า) คือ รุ่น T-45 เป็น Lip Microphone หรือต้องคล้องติดริมฝีปากบนไว้ตามรูป
 (รูปกลาง ใช้งานค่อนข้างลำบาก ต้องติดไว้กับหน้า ไมโครโฟนแบบนี้ยังคงใช้งานต่อมาจนถึงช่วงสงครามเกาหลีแล้วจึงยกเลิกไป)  อีกรุ่นคือ T-30 ซึ่งเป็น
Throat  Microphone หรือไมโครโฟนที่ติดไว้ที่คอหอย สามารถรับเสียงที่ผ่านการสั่นสะเทือนของเส้นเสียงที่คอไปยังไมโครโฟนได้ (รูปขวาสุด) 
ไมโครโฟนลักษณะนี้ยังมีการใช้งานมาจนถึงปัจจุบัน
(http://upload.tarad.com/images/348379BC611_4.JPG)
รูป : การใช้งานวิทยุ  SCR-536/ BC-611 ขณะตรวจการณ์หน้า
(http://upload.tarad.com/images/513138BC611_5.JPG)
รูป : การใช้งานวิทยุ  SCR-536/ BC-611 ขณะลาดตระเวณ
(http://upload.tarad.com/images/610591BC611_6.JPG)
ถ้าจะเทียบประสิทธิภาพของวิทยุรุ่นนี้กับวิทยุมือถือในปัจจุบันก็คงจะแตกต่างกันอย่างมาก อย่างไรก็ตามการออกแบบของวิทยุรุ่นนี้ถือได้ว่าล้ำสมัยมากเมื่อหกสิบกว่าปีที่แล้ว

เราจะสามารถพบเห็นวิทยุรุ่นนี้ในภาพยนต์เกี่ยวกับสงครามโลกครั้งที่สองหลายเรื่อง เช่น Saving Private Ryan หรือ Pearl Harbor เป็นต้น

เอกสารอ้างอิงหลัก :
TM 11-235 , War Department ? United State of America , May 1943
TM 11-235 , War Department ? United State of America , May 1945 (supersedes 1943 issue)
http://www.prc68.com/I/BC611.shtml


หัวข้อ: Re: ว่าด้วยเรื่องวิทยุสื่อสารและอุปกรณ์ในครั้งกระโน้น....
เริ่มหัวข้อโดย: Mr.kob[153RT450] ที่ มีนาคม 10, 2012, 12:18:07 AM
ขอคุยต่อเรื่องของวิทยุ SCR-536/ BC-611 อีกสักตอน เนื่องจากเป็นวิทยุรุ่นที่ถือได้เป็นวิทยุรุ่นต้นแบบของ ?ว.? ในปัจจุบัน
และเป็นตำนานสร้างชื่อให้กับ Galvin Co. (หรือ  Motorola ในปัจจุบัน) ถ้าลองไปถามคนชอบศึกษาเครื่องวิทยุสมัยสงครามโลกเป็นต้องรู้จักแทบทุกคน
ดูรูปกันไปเพลินๆนะครับ 


รูป : ตัวอย่างวงจรของเครื่องวิทยุ SCR-536/ BC-611 ใช้หลอดวิทยุทั้งหมด 5 หลอด ใช้แรงดันไฟจุดไส้หลอดเพียง 1.5V
และใช้แรงดันไฟเลี้ยงเพลท 103.5V แหล่งจ่ายไฟทั้งหมดมาจากแบตเตอรี่ (คงไม่ต้องไปหาจุดเปิดแบนด์ให้ยุ่งยากเหมือนเครื่องสมัยนี้ )
(http://upload.tarad.com/images/747830BC-611_2-1.JPG)
อย่างที่เขียนไปแล้วว่าวิทยุรุ่นนี้ใช้ไฟเลี้ยงไส้หลอด 1.5V แต่ขนาดของแบตเตอรี่จะมีขนาดยาวเป็นสองเท่าของถ่านไฟฉายขนาด D ในปัจจุบัน
(ถ่านไฟฉายก้อนใหญ่) ถ้าหากในสนามรบไม่สามารถหาแบตเตอรี่ขนาดพิเศษนี้ได้จะทำอย่างไร มีวิธีแก้ปัญหาได้ตามรูปด้านล่าง

รูป : ในคู่มือบอกไว้ว่า สามารถใช้ปลอกกระสุนปืนกลขนาด 0.5 นิ้ว ยัดลงไปในช่องใส่ถ่านร่วมกับแบตเเตอรี่ขนาด D แทนได้เพื่อเป็นทางเดินไฟฟ้า
 ซึ่งวิทยุจะสามารถทำงานได้ปกติ แต่จะมีชั่วโมงการทำงานที่ลดลง เนื่องจากความจุของแบตเตอรี่ที่จุดไส้หลอดลดลงครึ่งหนึ่ง
(แบตเตอรี่ BA-30 ในรูป คือแบตเตอรี่ขนาด D ในปัจจุบัน)
(http://upload.tarad.com/images/842430BC-611_2-2.JPG)
เนื่องจากวิทยุรุ่นนี้ ทำจากโลหะเพื่อให้มีความทนทาน แต่ไม่ได้กันน้ำ ดังนั้นเมื่อนำไปใช้ในบางพื้นที่ในภูมิอากาศเขตร้อน เช่นในสมรภูมิแปซิฟิค
 จะมีอากาศชื้นและฝนตกชุก ส่งผลให้เครื่องวิทยุเสียหายได้ (เนื่องจากในรุ่นแรกๆของการผลิตนั้น ไมโครโฟนยังเป็นแบบคาร์บอน ซึ่งไวต่อความชื้น
 ต่อมาในรุ่นการผลิตช่วงหลังๆจึงเปลี่ยนเป็นไมโครโฟนแบบ Dynamic เพื่อลดปัญหาดังกล่าว) ทางหน่วยทหารสื่อสารของอเมริกาจึงได้ออกแบบ
ถุงพลาสติกครอบตัวไมโครโฟนและถุงครอบวิทยุเพื่อใช้งานในภาวะดังกล่าวขึ้นมา

รูป: ที่ครอบไมโครโฟนและถุงพลาสติกที่ใช้ครอบวิทยุ SCR-536/ BC-611 เพื่อใช้งานขณะฝนตก (ทำให้นึกถึงตำรวจจราจรบ้านเราในวันสงกรานต์
(http://upload.tarad.com/images/651113BC-611_2-3.JPG)
นอกจากนี้ วิทยุรุ่นนี้ยังสามารถต่ออุปกรณ์เพิ่มเติมเพื่อช่วยในการแหล่งกำเนิดสัญญาณวิทยุได้อีกด้วย

รูป : วิทยุ SCR-536/ BC-611 เมื่อต่อกับชุด MC-619 เพื่อใช้งานเป็นเครื่องหาตำแหน่งเครื่องส่งสัญญาณวิทยุ
(เป็นสายอากาศแบบ loop หาทิศทางสำหรับย่านความถี่ 3.5-6.0 MHz)
(http://upload.tarad.com/images/321808BC-611_2-4.JPG)
รูป : โฆษณาบนปกหนังสือในสมัยปี 1943 ประกาศว่า Motorola เป็นเจ้าแรกที่ผลิตเครื่องวิทยุ Handy-Talkie ได้
(ทำการพัฒนาร่วมกับหน่วยวิจัยของทหารสื่อสารอเมริกา)
(http://upload.tarad.com/images/977660BC-611_2-5.jpg)
รูป : บางคนอาจจะกะขนาดของวิทยุรุ่นนี้ไม่ถูก ลองดูรูป SCR-536/ BC-611 เทียบ กับวิทยุมือถือรุ่นปัจจุบัน Yaesu FT-11
จะเห็นความแตกต่างของวิทยุที่ผ่านการพัฒนามาในช่วงกว่า 60 ปี
(http://upload.tarad.com/images/728606BC-611_2-6.jpg)
รูป : ไส้ในของวิทยุ SCR-536/ BC-611 เมื่อถอดออกมาจากโครงของเครื่อง ในรูปชากบนลงล่างประกอบด้วย 3 ส่วนคือ 
แผงวงจรภายในและสายอากาศแบบชัก โครงตัวถังโลหะและฝาปิดล่าง ฝาปิดบนและฝาครอบสายอากาศ
(http://upload.tarad.com/images/962928BC-611_2-7.jpg)
รูป : แผงวงจรของวิทยุ SCR-536/ BC-611 สมัยสงครามโลกที่ผ่านกาลเวลามากว่าหกสิบปี ที่เห็นสีน้ำตาลเคลือบไปหมดทั้งแผงวงจรนั้น
คือน้ำยา Varnish หรือ Lacquer Spray ที่พ่นไว้ป้องกันอุปกรณ์ภายในความชื้นและเชื้อรา   (ปัจจุบันนี้อุปกรณ์ภายในได้เสื่อมสภาพไปตามกาลเวลา
พวก Resistor แบบ Compressed Carbon ก็มีค่ายืดออกไป ส่วน Capacity แบบ Electrolyte ก็น้ำยาภายในแห้ง
การจะซ่อมให้กลับคืนใช้งานได้นั้นทำได้ไม่ยาก แต่ไม่ควรทำเพราะคุณค่าทางประวัติศาสตร์จะพลอยสูญหายไปด้วย  )
(http://upload.tarad.com/images/361623BC-611_2-8.jpg)
ลองดูรูปวิทยุรุ่นนี้ในภาพยนต์สมัยสงครามโลกนะครับ บางครั้งอาจจะไม่ได้ทันสังเกตเพราะเข้าฉากมาเป็นเวลาช่วงสั้นๆ จริงๆมีอีกหลายเรื่องถ้าตั้งใจดูดีๆ

รูป : SCR-536/ BC-611 จากภาพยนต์เรื่อง Saving Private Ryan
(พระเอกแจ้งสถานะการณ์บนชายฝั่งให้กองบังคับการณ์บนเรือทราบ หลังจากยึดที่มั่นบนหาด Omaha ได้สำเร็จ)
(http://upload.tarad.com/images/934976BC-611_2-9.JPG)
รูป : วิทยุ SCR-536/ BC-611  จากภาพยนต์เรื่อง Pearl Harbor (เพื่อนพระเอกใช้วิทยุติดต่อกับเครื่องบินของพระเอก เพื่อร่วมกันทำลายเครื่อง ZERO ของฝ่ายญี่ปุ่น)
  จากภาพที่เห็นนี้มีการใช้งานที่ผิดจากรายละเอียดทางเทคนิคของวิทยุรุ่นนี้ ก็คือไม่ได้ชักสายอากาศออกมา นั้นคือวิทยุยังไม่ได้เปิดเครื่องนั่นเอง
(หนังเรื่องนี้ถูกวิจารณ์จากผู้รู้หลายท่านว่า ทำ production research ไม่ดีพอ)  ส่วนที่เห็นเป็นแท่งยื่นๆออกมาที่ส่วนบนของเครื่องนั้นไม่ใช่สายอากาศ แต่เป็นฝาครอบสายอากาศ
(http://upload.tarad.com/images/647680BC-611_2-10.jpg)
เพื่อนๆท่านใดครอบครองวิทยุ SCR-536/ BC-611 แล้วต้องการ TM (Technical Manual) สามารถ download ได้ฟรีที่
 http://bama.edebris.com/manuals/miltest/bc611/


เอกสารอ้างอิงหลัก :
TM 11-235 , War Department ? United State of America , May 1945 (supersedes 1943 issue)
รูปจาก ภาพยนต์ Saving Private Ryan และ Pearl Harbor


หัวข้อ: Re: ว่าด้วยเรื่องวิทยุสื่อสารและอุปกรณ์ในครั้งกระโน้น....
เริ่มหัวข้อโดย: Mr.kob[153RT450] ที่ มีนาคม 10, 2012, 12:21:28 AM
คราวนี้จะกล่าวถึงวิทยุสื่อสารอีกรุ่นหนึ่งในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ที่ทำให้ Motorola กลายเป็นตำนานในใจนักวิทยุตั้งแต่นั้นมา

วิทยุ BC-1000/ SCR-300 (Walkie-Talkie รุ่นแรกของโลกที่ใช้งานใน mode FM -  ปี 1941 )

เมื่อดูจากวิทยุในช่วงต้นๆของสงครามโลกหลายๆรุ่นที่กล่าวมา จะเห็นได้ว่าวิทยุพวก Walkie-Talkie หรือ Handy-Talkie นั้น
(เช่น SCR-511 หรือ SCR-536 เป็นต้น) ใช้งานรับ-ส่ง ใน mode AM หรือ CW เท่านั้น เหตุผลเนื่องมาจาก
   
1. ด้วยเทคโนโลยีในเวลานั้น สามารถผลิตวิทยุรับส่งแบบ FM ได้ก็ตาม วิทยุเหล่านั้นจะมีขนาดใหญ่และมีน้ำหนักมาก
เพราะการ modulator / detector ของระบบ FM นั้นมีความซับซ้อนกว่า AM  ทำให้จำนวนหลอดวิทยุที่ต้องใช้มากขึ้น
 วิทยุรับส่งที่เป็นแบบ FM ในเวลานั้น จะเป็นเครื่องประจำที่และติดรถยนต์

2. ปัญหาเรื่อง gain ของหลอดสูญญากาศมีค่าลดลงเมื่อทำงานที่ความถี่สูงขึ้น ทำให้ต้องออกแบบวงจรขยายเป็นหลายๆขั้น
   ทำให้ต้องใช้หลอดจำนวนมากขึ้น

3. วิทยุส่วนใหญ่ในช่วงต้นของสงครามโลกครั้งที่สองที่ผลิตออกมาเป็น mode AM กับ CW เพื่อให้วิทยุต่างรุ่นกัน ใช้งานร่วมกันได้
   แต่ละรุ่นก็จะมีช่วงความถี่ไล่ๆกันไปตั้งแต่ 2-18 MHz การที่จะผลิตวิทยุที่มีการรับ-ส่ง ใน mode อื่นๆ เช่น FM จะต้องพิจารณาดูความเหมาะสมด้วยว่า
  จะทำงานร่วมกับเครื่องรุ่นอื่นๆที่ประจำการอยู่ในแนวรบได้หรือไม่

รูป : ตารางเปรียบเทียบความถี่ใช้งานของวิทยุสื่อสารของกองทัพบกอเมริกาในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง
  จะเห็นได้ว่าวิทยุแต่ละรุ่นทำงานรับ-ส่งได้ในความถี่ช่วงสั้นๆ และความถี่รับกับความถี่ส่งในแต่ละเครื่องไม่เท่ากัน
(http://upload.tarad.com/images/74002BC-1000_1.JPG)
ในช่วงปลายปี 1940  ทางฝ่ายวิจัยทหารสื่อสารของกองทัพบกอเมริกาได้เล็งเห็นถึงประสิทธิภาพของวิทยุรับส่งแบบ FM ซึ่งมีคุณภาพเสียงที่ดีกว่าแบบ AM
และมีสัญญาณรบกวนน้อยกว่ามาก ซึ่งได้ว่าจ้างทำสัญญากับ Motorola ในการทำวิจัยสร้างเครื่องต้นแบบขึ้นมาเพื่อให้ใช้งานกับหน่วยทหารราบโดยเฉพาะ
(บางเอกสารอ้างอิงก็บอกว่าเนื่องมาจาก Motorola  ยื่นข้อเสนอให้ก่อนพร้อมกับให้ความเชื่อมั่นว่าจะสามารถสร้างวิทยุต้นแบบได้ทันตามกำหนดเวลา) 
 แต่ในสัญญานั้นก็มีเงื่อนไขทางเทคนิคอยู่หลายประการที่ทำให้วิศวกรของ Motorola ในเวลานั้นหนักใจอยู่พอสมควร ที่จะต้องทำให้ได้ในเวลาที่จำกัด กล่าวคือ

-ต้องทำงานใน mode FM

-ต้องติดต่อกันได้เป็นระยะทางไม่น้อยกว่า 3 ไมล์

-ต้องครอบคลุมความถี่ตั้งแต่ 40-48 MHz และมีช่องใช้งานทั้งหมด 48 ช่อง

-การปรับความถี่รับและส่ง ต้องทำจากปุ่มปรับอันเดียวกันและปรับไปพร้อมๆกัน (ในเวลานั้นวิทยุรับ-ส่ง ส่วนใหญ่ยังคงแยกกันเป็นเครื่องรับและส่งอยู่ในตัวเครื่องเดียวกัน)

-ต้องมีวงจร AFC (Automatic Frequency Control) เพื่อปรับความถี่อัตโนมัติให้วิทยุสามารถสื่อสารกันได้อย่างชัดเจน
  เนื่องจากเทคโนโลยีในเวลานั้น วงจร Oscillator ยังคง มีความถี่คลาดเคลื่อนไปตามอุณหภูมิได้ค่อนข้างมาก

-ต้องเปลี่ยนความถี่ได้จากหน้าเครื่อง เนื่องจากการรักษาความลับของข้อมูลจากการดักฟังและการจัดสรรช่องความถี่ใช้งานที่อาจเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลาในสนามรบ
 (เป็นเหตุผลที่ทำให้ไม่สามารถใช้แร่บังคับความถี่สำหรับแต่ละช่องเหมือนการออกแบบแบบเก่าๆได้)

-ต้องใช้แร่บังคับความถี่ให้มีจำนวนไม่เกิน 2 ตัว (ในช่วงปี 1940 นั้น ยังไม่มีเทคโนโลยีในการสร้างแร่ Crystal ได้อย่างในปัจจุบัน
   แหล่งแร่ Crystal เกรดที่เอามาใช้งานกับวิทยุได้นั้นมาจากแหล่งธรรมชาติในอเมริกาใต้ และมีจำนวนเพียงประมาณ 10 % ของ Crystal ทั้งหมดที่ดีพอจะ
   เอามาทำ Oscillator ได้   เนื่องจาก Crystal ถือเป็นยุทธปัจจัย จึงต้องมีการจำกัดการใช้งานในช่วงสงคราม เพื่อสงวนไว้ใช้เท่าที่จำเป็น)

-แหล่งจ่ายไฟแบบแบตเตอรี่ต้องเพียงพอกับการใช้งานเป็นเวลานาน

-น้ำหนักต้องไม่เกิน 35 ปอนด์ และ ต้องสามารถนำติดตัวไปด้วยคนคนเดียวได้ในขณะใช้งาน

-อุปกรณ์ภายในเครื่องจะต้องสามารถป้องกันความชื้นและเชื้อราได้

วิศวกรหัวกะทิของ Motorola ในเวลานั้น (Daniel E.Noble เป็นหัวหน้าทีม และมีลูกน้องวิศวกรอีกสี่คน คือ Henry Magnuski,
Marion Bond, Lloyd Morris และ Bill Vogel) ต้องระดมสมองกันทำงานกันอย่างรีบเร่ง แข่งกับเวลาและเงื่อนไขทางเทคนิคมากมาย
ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่จะทำได้ง่ายๆเลยในช่วงทศวรรษ 1940 

อย่างไรก็ตามในช่วงฤดูใบไม้ผลิของปีถัดมา (1941) หรือเพียงประมาณครึ่งปีหลังจากนั้น วิศวกรของ Motorola ก็สามารถเอาชนะเงื่อนไขต่างๆได้ทั้งหมด
 พวกเขาสร้างวิทยุต้นแบบขึ้นสองตัวและทดสอบ รับ-ส่ง กันได้ระยะทางถึง 8 ไมล์ในที่โล่ง (มากกว่าเงื่อนไขที่ทางกองทัพให้มากว่าสองเท่า)   
ต่อมาทาง Motorola ได้นำวิทยุต้นแบบนี้เข้าไปทดสอบที่ Fort Knox, Kentucky โดยมีกรรมการจากหน่วยงานทหารต่างๆจำนวนมากเข้ามาร่วมทำ
การทดสอบการใช้งานในภาวะต่างๆในสมรภูมิจำลอง ซึ่งวิทยุต้นแบบนั้นก็ทำงานได้เรียบร้อยดีตามที่ออกแบบไว้

(ในการทดสอบนี้ Bob Galvin ลูกชายของผู้ก่อตั้ง Motorola ถึงกับไปร่วมทดสอบด้วยตนเอง ร่วมกับวิศวกร Daniel E.Noble และ Bill Vogel   
พวกเขาต้องเอาเครื่องวิทยุต้นแบบกลับมาตรวจสอบที่โรงแรมในเวลากลางคืนทุกคืนหลังจากที่ทดสอบภาคสนามเสร็จในแต่ละวัน
เพื่อให้แน่ใจว่าวิทยุของพวกเขา ยังคงทำงานได้เรียบร้อยดีในการทดสอบวันต่อไป)

รูป:วิทยุ BC-1000/ SCR-300 และ Technical Manual
(http://upload.tarad.com/images/368150BC-1000_2.jpg)
ในท้ายที่สุด วิทยุ BC-1000/ SCR-300 ก็ได้ผลิตออกมากว่า 50,000 เครื่อง โดย Motorola เพื่อใช้ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง
(และผลิตจากบริษัทอื่นๆอีกจำนวนมาก ในช่วงหลังสงครามโลกเพื่อใช้ในกองทัพของชาติพันธมิตร)  วิทยุที่ผลิต lot แรกได้ถูกส่งไปทางอากาศ
เพื่อใช้ในการบุกอิตาลีของกองกำลังสัมพันธมิตร และได้ใช้ต่อมาในการบุกยุโรป บางส่วนถูกส่งไปใช้งานในสมรภูมิแปซิฟิค 
สมรภูมิที่ทำให้วิทยุ BC-1000/ SCR-300 ได้รับความสนใจ ก็คือสงครามใหญ่ครั้งสุดท้ายที่ฝ่ายเยอรมันใช้รถถังจำนวนมากเป็นหัวหอก
หวังตีทะลวงแนวป้องกันของสัมพันธมิตรไปยังเมืองท่าของ Belgium เพื่อเปิดทางเติมยุทธปัจจัย  (Battle of the Bulge)


รูป : วิทยุ BC-1000/ SCR-300 ขณะใช้งาน
(http://upload.tarad.com/images/659405BC-1000_4.jpg)

เอกสารอ้างอิงหลัก :

TM 11-242  , War Department ? United State of America , February 1945

http://www.scr300.org/


หัวข้อ: Re: ว่าด้วยเรื่องวิทยุสื่อสารและอุปกรณ์ในครั้งกระโน้น....
เริ่มหัวข้อโดย: Mr.kob[153RT450] ที่ มีนาคม 10, 2012, 12:26:38 AM
มาว่ากันต่อในเรื่องวิทยุ BC-1000/ SCR-300 ซึ่งกลายเป็นต้นแบบของวิทยุสนาม (Man pack tactical radio) หลายๆรุ่นในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สองจนถึงปัจจุบัน
(วิทยุสนามตระกูล PRC-25, PRC-77, PRC-377, PRC-104, PRC-119, ฯลฯ ทั้งหลายก็มีลักษณะแบบนี้ทั้งสิ้น)  สักษณะที่เหมือนๆกันหลายๆอย่างคือ

- มีปุ่มปรับต่างๆและขั้วสายอากาศอยู่บนด้านหน้าวิทยุด้านเดียว

-แบตเตอรี่จ่ายกำลังติดตั้งอยู่ที่ก้นวิทยุ มีกล่องแบตเตอรี่ถอดออกมาได้

- ลำโพงและไมโครโฟนมีลักษณะเป็นปากพูดหูฟังเหมือนหูโทรศัพท์ และมีสวิทช์ PTT อยู่บนตัวมัน

- สายอากาศมีลักษณะถอดพับได้เป็นท่อนๆและมีโคนเป็นสปริงเพื่อไม่ให้สายอากาศชำรุดระหว่างใช้งานในภาคสนาม

- ติดตั้งโดยการสะพายไปบนหลังพลวิทยุ

รูป : BC-1000/ SCR-300   พร้อมอุปกรณ์ครบชุด
(http://upload.tarad.com/images/468154BC-1000_5.jpg)

มาดูกันว่าวิทยุ BC-1000/ SCR-300 นี้มีคุณสมบัติอย่างไรบ้าง (ถ้าเทียบกับเทคโนโลยี่ในปัจจุบันนี้แล้ว อาจจะดีกว่าเครื่อง Eatel อยู่ไม่ไม่เท่าไหร่  )

- ความถี่ รับ-ส่ง 40-48 MHz  (ปรับความถี่รับส่งไปได้พร้อมๆกันจาก VFO แค่นี้ก็หรูมากแล้วในปี 1941)

- Mode การรับส่งแบบ FM เฉพาะเสียง

- Channel space 200KHz (มีวงจร AFC ช่วยชดเชยความถี่คลาดเคลื่อนขณะใช้งาน)

- กำลังส่ง 0.3W ระยะหวังผลประมาณ 3 ไมล์ (สังเกตได้ว่าใน Technical manual ของวิทยุสนามทางทหารแทบทุกรุ่นจะระบุระยะสื่อสารหวังผลไว้ชัดเจน
   เพราะเป็นเรื่องที่มีความจำเป็นในการใช้งาน ไม่เหมือนกับเครื่องวิทยุสมัครเล่นที่เน้นแนวการทดลอง)

- ภาครับแบบ double super heterodyne ความไวอย่างน้อย 4.5 uV

- มีวงจร Squelch

- มีช่องต่อสาย ให้สามารถต่อกันสองเครื่องที่ตั้งความถี่คนละช่องกันทำเป็น Repeater ได้เลย
  (เครื่องวิทยุสมัครเล่นเดี๋ยวนี้ เรายังต้องมาต่อวงจรเองข้างนอกเพื่อทำ Repeater)

- จำนวนหลอดทั้งหมด 18 หลอด (จำนวนหลอดเยอะเพราะเป็น FM และมีวงจร Squelch ที่แหละ ทำให้มีภาคอะไรเพิ่มขึ้นอีกมากกว่า AM
  เช่น Limiter, Discriminator, Noise Amplifier, DC amplifier, Squelch Oscillator)

รูป: ส่วนประกอบภายในของวิทยุ BC-1000/ SCR-300 จะเห็นหลอดจำนวนทั้งหมด 18 หลอด ถูกออกแบบให้บรรจุอยู่ในพื้นที่ขนาดจำกัด 
(ถือว่าออกแบบได้ขนาดเล็กมากแล้วในปี 1941)
(http://upload.tarad.com/images/208842BC-1000_8.jpg)
รูป: ภายในด้านล่างของเครื่องของวิทยุ BC-1000/ SCR-300 จะเห็นสายไฟเชื่อมต่อวงจรโยงใยกันเต็มไปหมด
    เนื่องจากในยุคนั้นยังไม่มีเทคโนโลยีของแผ่นวงจรพิมพ์อย่างในปัจจุบัน
(http://upload.tarad.com/images/70841BC-1000_9.jpg)
รูป: การใช้งานวิทยุแบบสะพายหลัง และ ส่วนประกอบของวิทยุ BC-1000/ SCR-300
(http://รูป: การใช้งานวิทยุแบบสะพายหลัง และ ส่วนประกอบของวิทยุ BC-1000/ SCR-300)
- แบตเตอรี่มีสองขนาดคือ BA-70 หนัก 15 ปอนด์ (6.79 กิโลกรัม) ใช้งานได้ 20-25 ชั่วโมง และ BA-80 หนัก 9ปอนด์ (4.07 กิโลกรัม) ใช้งานได้ 12-15 ชั่วโมง

-น้ำหนักเครื่องวิทยุทั้งหมด เมื่อใช้ BA-70 หนัก 38.25 ปอนด์ (17.2 กิโลกรัม) และ BA-80 หนัก  32.25 ปอนด์ (14.6 กิโลกรัม) 
 จะเห็นได้ว่าเป็นน้ำหนักที่ค่อนข้างมากสำหรับสะพายไปโดยพลวิทยุเพียงคนโดย ทางเลือกในการ.วิทยุที่เป็นไปได้ก็คือการถอดตัวกล่องครอบแบตเตอรี่ออกได้
 (แบตเตอรี่จะยึดติดกับเครื่องวิทยุในตำแหน่งเดิมโดยสายรัด)  ด้วยวิธีการนี้น้ำหนักของวิทยุจะลดลงไปได้เหลือน้อยที่สุดที่ 25 ปอนด์  (11.33 กิโลกรัม) ดังรูปด้านล่าง

รูป: การใช้งานวิทยุ BC-1000/ SCR-300 ถอดแบตเตอรีออกเพื่อ.ลง จะเหลือเพียง 11.33 กิโลกรัม สามารถหิ้วด้วยแขนข้างเดียวได้
(http://upload.tarad.com/images/472366BC-1000_7.jpg)
เรื่องน้ำหนักนี้ถือว่ายังค่อนข้างเป็นปัญหาในการบรรทุกของพลทหาร ท่านลองจินตนาการภาพพลวิทยุของกองทัพบกอเมริกาในสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง
 ซึ่งแต่งกายในชุดสนามสำหรับฤดูหนาว เมื่อรวมน้ำหนักทั้งหมดของ วิทยุ เสื้อผ้า หมวกเหล็ก และ อาวุธประจำกาย (ปืน M-1 Carbine) แล้วจะตกประมาณ 97 ปอนด์ 
(43.9 กิโลกรัม !!!!)   จึงไม่น่าแปลกใจที่พลวิทยุมักตกเป็นเป้าชั้นดีของหน่วยซุ่มยิงของฝ่ายตรงข้าม

รูป: เกิดเป็นพลวิทยุก็ต้องแบกวิทยุให้นายทหารใช้    (ในรูปเป็นแบตเตอรี่ตัวใหญ่และมีกล่องแบตเตอรี่ครอบจะหนักประมาณ 17.2 กิโลกรัม)
(http://upload.tarad.com/images/492263BC-1000_3.jpg)
ปิดท้ายด้วยรูปจาก Technical Manual แนะนำการใช้งานวิทยุที่ถูกต้องซึ่งยังคงนำหลักการมาใช้ได้จนถึงทุกวันนี้

รูป : การใช้วิทยุที่ถูกต้องเพื่อให้ได้ประสิทธิภาพในการสื่อสารสูงที่สุดคือ ระวังอย่าให้สายอากาศพับลงมาอยู่ในแนวนอน
 ต้องหมั่นตรวจสอบสายอากาศให้อยู่ในแนวตั้งเสมอ และระวังอย่าให้สายอากาศไประกิ่งไม้หรือวัตถ่อื่นใดซึ่งจะทำให้ประสิทธิภาพในการรับส่งสัญญาณลดลง
(http://upload.tarad.com/images/651640BC-1000_10.jpg)

เพื่อนๆท่านใดครอบครองวิทยุ BC-1000/ SCR-300 แล้วต้องการ TM (Technical Manual) สามารถ download ได้ฟรีที่
http://bama.edebris.com/manuals/miltest/scr300/


เอกสารอ้างอิงหลัก :

TM 11-242  , War Department ? United State of America , February 1945

http://sujan.hallikainen.org/~harold/BroadcastHistory/uploads/MotorolaScr300.pdf



หัวข้อ: Re: ว่าด้วยเรื่องวิทยุสื่อสารและอุปก
เริ่มหัวข้อโดย: Mr.kob[153RT450] ที่ มีนาคม 10, 2012, 11:31:19 AM
บทความต่อไปนี้รูปภาพอาจจะหาไปนะครับลองค้นหาดูเองนะครับ

สวัสดีครับทุกๆท่าน กลับมาคุยกันต่อเรื่องของวิทยุสื่อสารรุ่นเก่าๆแปลกๆแบบกระทู้เดิมนะครับ  
( http://www.100watts.com/smf/index.php?topic=15444.0 )

หลังจากที่หายไปหลายเดือนเพราะข้อมูลหาย และติดงานประจำที่ยุ่งๆอยู่ เมื่อวานซืนมีเพื่อนที่ไปกรุงเทพเอาหนังสือ 100Watts เล่มเดือนตุลาคมนี้มาฝาก
เปิดอ่านไปเจอบทความหน้า 64-66 เรื่องเกี่ยวกับ W8PAL และอ้างอิงมายังกระทู้เดิมด้วย ทำให้เกิดนึกอยากเขียนเรื่องวิทยุเก่าๆขึ้นมาสนุกๆอีก

กำลังนึกว่าจะเขียนเรื่องวิทยุอะไรดี เห็นเรื่องวิทยุ Joan-Eleanor (SSTR-6 / SSTC-502) ในหนังสือ 100Watts ก็เลยขอนำด้วยเรื่องวิทยุแนวๆนี้ก็แล้วกันนะครับ

ในสมัยยุคหกสิบกว่าปีก่อนในช่วงสงครามโลกนั้นงานจารกรรมและการสอดแนมหาข่าวหลังแนวรบแบบใต้ดินส่วนหนึ่งก็อาศัยการส่งข่าวทางวิทยุเช่นเดียวกัน
เครื่องส่งวิทยุ Joan-Eleanor (SSTR-6 / SSTC-502) ก็เป็นตัวอย่างหนึ่งของวิทยุสื่อสารขนาดเล็กที่หน่วย OSS ของอเมริกา (หน่วย CIA ในเวลาต่อมา)
สร้างขึ้นมาใช้งานในช่วงปี 1942 โดยให้เครื่องวิทยุนี้กับสายลับที่อยู่หลังแนวข้าศีก ไว้ติดต่อแจ้งข่าวกับเครื่องรับที่ติดตั้งบนเครื่องบินที่บินอยู่

จริงๆแล้วจะเรียกเครื่องวิทยุ SSTC-502 (Joan)ว่าเครื่องวิทยุแบบมือถือก็คงจะได้ แต่มันก็คงจะไม่เหมือนเครื่องวิทยุมือถือแบบในปัจจุบันนัก
เนื่องจากในการใช้งานจริงนั้นแบตเตอรี่ที่ใช้กับเครื่องวิทยุ SSTC-502 นั้นมีขนาดใหญ่เกินกว่าที่จะนำมารวมกับตัวเครื่องแล้วถือด้วยมือข้างเดียวได้
จึงต้องต่อโยงกันด้วยสายไฟดูคล้ายๆกับกระสือ (ใช้แบตเตอรี่ขนาด D 2 ก้อนขนานกันสำหรับจุดไส้หลอด และแบตเตอรี่ขนาด 67.5V สองก้อนอนุกรมกัน
สำหรับวงจรเพลต  - ขอให้ลองอ่านในกระทู้เดิม คงพอจะทราบได้ว่าปัญหาเรื่องการจ่ายไฟให้วงจรหลอดมีผลกับขนาดและน้ำหนักของวิทยุสื่อสารในสมัยนั้นอย่างไร)


รูป : เครื่องรับส่งวิทยุ SSTC-502 (Joan) เป็นเครื่องวิทยุมือถือแบบหลอดในปี ที่แยกแบตเตอรี่ออกจากตัวเครื่อง และใช้สายอากาศแบบ Dipole
ทำงานที่ความถี่ 260 MHz ซึ่งสูงกว่าค่าสูงสุดของเครื่องรับฝ่ายเยอรมันในสมัยนั้นที่รับได้เพียง 250 MHz  ทำงานรับส่งกับเครื่อง SSTR-6 ใน mode FM
แต่การ modulate ยังคงก้ำกึ่งระหว่าง FM กับ AM อยู่ (สังเกตรูปด้านขวามือจากบนลงล่าง เครื่อง SSTC-502พร้อมสายอากาศ dipole และหูฟังภายนอก,
socket ต่อสายอากาศแบบ dipole อยู่ด้านบนของเครื่อง, ช่องต่อหูฟังและแบตเตอรี่ภายนอก อยู่ด้านล่างของเครื่อง, ปุ่ม PTT ด้านข้างเครื่อง)
(http://www.153rt.com/uppic/files/ba43e7fe0d2daa05.jpg)


เครื่องรับส่งวิทยุแบบมือถือที่แยกแบตเตอรี่ออกมาแบบนี้ ยังคงมีใช้สืบเนื่องมาอีกหลายปีหลังสงครามโลกสิ้นสุดลง ตัวอย่างก็เช่นเครื่อง AN/URC-4
ซึ่งออกแบบไว้ใช้เป็นวิทยุรับส่งฉุกเฉินไว้ติดต่อระหว่างนักบินที่สละเครื่องกับเครื่องบินค้นหาช่วยชีวิต


รูป : เครื่องรับส่งวิทยุแบบหลอด RT-159A/URC-4  (ปี 1952) ยังคงใช้สายอากาศแบบ dipole ซึ่งสามารถทำงานในย่าน  airband VHF/UHF
โดยการยืดหดตัวสายอากาศ มีแบตเตอรี่จ่ายไฟต่อจากภายนอก จ่ายไฟให้วงจรหลอดวิทยุภายใน  
(http://www.153rt.com/uppic/files/b30614ff041827a6.jpg)


รูป: วงจรและส่วนประกอบภายในเครื่องวิทยุ RT-159A/URC-4 สังเกตหลอดวิทยุแบบ sub miniature tube (pencil tube-หลอดดินสอ)
ใช้ขยายสัญญาณขนาดเล็กเพื่อลดขนาดของตัวเครื่องลง ส่วนแบตเตอรี่แยกต่อใช้งานจากภายนอก
(http://www.153rt.com/uppic/files/f873d6e42317fed5.jpg)

มานึกๆดูแล้ว ถ้าเราลองย้อนยุคสร้างสายอากาศแบบ dipole แนวนอนอย่างที่กล่าวมานี้เพื่อต่อใช้งานกับหัวเครื่องวิทยุมือ (ย่าน 145 MHz อาจจะยาวไปหน่อย
แต่ย่าน  245 นี่ขนาดกำลังดี เอาหนวดกุ้ง TV มาทำได้เลย) ประสิทธิภาพในการรับส่งจะเป็นอย่างไร ? ถ้าผมมีโอกาสจะทดลองสร้างดูครับ

รูป วิธีการใช้งานสายอากาศแบบ dipole ของเครื่อง RT-159A/URC-4 ซึ่งใช้งานทั้งได้ทั้งแบบ VHF และ UHF โดยการยืดหดความยาววิป
(http://www.153rt.com/uppic/files/a21869680563e234.jpg)

คราวนี้ขอจบแบบสั้นๆก่อน คราวหน้าจะมาคุยกันต่อเรื่องวิทยุตัวอื่นๆในยุคเดียวกันนี้อีกนะครับ

เอกสารอ้างอิงหลัก :

http://www.militaryradio.com/spyradio/joaneleanor.html

http://www.clansmanradios.com/arsc/customer/pages.php?pageurl=/publish/Articles/US_Military_Portable_Radios/SAR-Rescue_Radios.htm

http://wftw.nl/gibsongirl/gibsongirl3.html

http://i.cmpnet.com/eetimes/news/08/12/1552art_pg50.jpg

T.O.-12R2-2-2URC4-1 Handbook Operation and Service instruction Radio Set URC-4 / The Secretary of the Air Force  10 August 1950


หัวข้อ: Re: ว่าด้วยเรื่องวิทยุสื่อสารและอุปก
เริ่มหัวข้อโดย: Mr.kob[153RT450] ที่ มีนาคม 10, 2012, 11:32:18 AM
สวัสดีครับ มาคุยกันต่อเรื่องของเครื่องรับส่งวิทยุเก่าๆในยุคสงครามโลกกันต่อนะครับ
ลองมาดูกันว่าวิทยุบางแบบที่หน่วยสายลับในสมัยนั้นใช้งานกันอยู่มีลักษณะเป็นอย่างไรบ้าง และแตกต่างกับวิทยุในปัจจุบันอย่างไร

หน่วยสายลับในสมัยปัจจุบันที่รู้จักกันดีก็คงจะหนีไม่พ้นหน่วย CIA ของอเมริกา ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองนั้น หน่วยนี้ยังเป็นหน่วย OSS
(Office of Strategic Service) ซึ่งทำหน้าที่ประสานงานในภาระกิจลับระหว่างหน่วยงานต่างๆของกองทัพในช่วงสงคราม
หลังจากสงครามโลกยุติลง ประมาณเดือน ตุลาคม 1945 หน่วย OSS นี้ก็สลายตัวไป  และ CIA ได้รับการก่อตั้งขึ้นมาทดแทนอย่างเป็นทางการ 2 ปีต่อมา
 ในเดือนกันยายน  1947 ตาม The National Security Act of 1947

เมื่อกล่าวถึงสายลับ อุปกรณ์หนึ่งในการสื่อสารที่เรานึกถึงก็คงไม่พ้นวิทยุสื่อสาร ในสมัยหกสิบกว่าปีก่อนนั้น วิทยุสื่อสารคงจะหนีไม่พ้นเคยหาเครื่องวิทยุหลอด
ซึ่งมีขนาดค่อนข้างใหญ่และต้องการแบตเตอรี่แรงดันไฟสูงเพื่อจ่ายให้วงจร เนื่องจากวิทยุสื่อสารในการทำงานของสายลับสงครามในเวลานั้นจะต้องสามารถทำงานได้
ในลักษณะพกพาไปใช้งานได้ในที่ต่างๆ จะต้องตั้งสถานีและรื้อถอนสถานี แทบทุกครั้งที่มีการใช้งาน ดังนั้นสถานีและสายอากาศจึงมีลักษณะกึ่งแสวงเครื่อง
สามารถเก็บซ่อนพรางในลักษณะต่างๆกันได้ เราลองมาดูว่าเครื่องวิทยุต่างเหล่านี้มีลักษณะอย่างไร

รูป เครื่องวิทยุ SSTR-1 ซึ่งเป็นชุดเครื่องรับส่งวิทยุบรรจุในกระเป๋าเดินทาง ทำงานในย่านความถี่  HF ใน mode CW (รหัสโทรเลข) ใช้หูฟังในการรับฟัง
 สายอากาศใช้แบบแสวงเครื่องเป็นสายไฟขึงแบบชั่วคราว ระยะหวังผลได้ไกลถึง 300 ไมล์ หรือมากกว่านั้น
 (ขึ้นกับระบบสายอากาศและปัจจัยอื่นๆเช่น การแพร่กระจายคลื่นในชั้นบรรยากาศ)
 (http://www.153rt.com/uppic/files/e8532f6728179d9c.jpg)
 

 ในชุดกระเป๋าเครื่อง SSTR-1 จะแยกเป็นอุปกรณ์หลักๆ คือ

- ตัวเครื่องรับ (SSR-1)  ตัวซ้ายสุดในกระเป๋า
- ตัวเครื่องส่ง (SST-1) ตัวกลางถัดจาก เครื่องรับ
- ตัวจ่ายไฟ ตัวสีขาวมีมิเตอร์ (มีหลายๆรุ่น เช่น SSP-1/ 2/ 3 /4, GN-35 /GN-44) จ่ายไฟให้วงจรเพลตใช้ไฟสูง 400VDC และไส้หลอดใช้แรงดัน 6.3V
 ที่น่าสังเกตคือตัวจ่ายไฟมีหลากหลายรูปแบบมาก สามารถใช้แรงดันไฟ AC ได้หลายค่า  ใช้ไฟ DC  (ร่วมกับวงจร Vibrator สร้างไฟสูง)
หรือแม้แต่ใช้ Thermo couple  (ก่อกองไฟเพื่อเผา thermocouple ให้ร้อนแล้วจ่ายกระแสชาร์ทแบตเตอรี่!!!)

รูป วงจรเครื่องส่ง SST-1  ส่งได้ในช่วง 3-14 MHz ใช้หลอด 6L6 ร่วมกับแร่บังคับความถี่ กำลังส่ง 8-15W  สังเกตได้ว่าวงจรนี้มีความคล้ายคลึงกับ
เครื่องส่งที่ใช้หลอด 6L6 ซึ่งนักวิทยุสมัครเล่นนิยมสร้างกันในช่วงหลังจากนั้นไม่นาน
(http://www.153rt.com/uppic/files/8a5f7cb38ccb8924.jpg)
 

รูป วงจรเครื่องรับ SSR-1 รับความถี่ 2.7-17 MHz  รุ่นแรกๆ ใช้วงหลอดวิทยุจำนวน 4 หลอดแบบ superhetrodyne
(วงจรในรูปเป็นเครื่อง SSR-1 รุ่นแรกๆ ในรุ่นหลังๆจะแก้ไขเปลี่ยนเป็นวงจร 5 หลอด)  สามารถรับฟังแบบ CW MCW และ AM ได้
(http://www.153rt.com/uppic/files/5152734f1d18acb3.jpg)
  

รูป การใช้งานเครื่องรับส่งวิทยุ SSTR-1 ในภาคสนาม จะเห็นตัวเครื่องรับ เครื่องส่ง ถอดออกจากกระเป๋า ใช้แบตเตอรี่ขนาด 6 V
ในการจ่ายไฟ สังเกตสายไฟเส้นสีขาวในแนวตั้งคือสายอากาศแบบแสวงเครื่อง (รูปนี้ถ่ายจากศูนย์ฝึกของ OSS หรือที่รู้จักกันในนาม Area C )
(http://www.153rt.com/uppic/files/0f85362a9d0598a0.jpg)
 

วิทยุอีกรุ่นต่อมาที่พัฒนาใช้งานในหน่วย OSS หลังจากรุ่น SSTR-1 นี้ก็คือ SSTR-5  ซึ่งถูกพัฒนาในช่วงปลายสงครามโลกครั้งที่ 2 (ประมาณปี 1945)
ให้มีขนาดเล็กลงและเหมาะสมกับการใช้งานจริงมากขึ้น โดยการใช้ไฟฟ้าจากแบตเตอรี่ขนาด 90V x 2 ลูก และ 1.5V
(ถ้ายังจำกันได้ เครื่องวิทยุ Joan ในตอนที่แล้วมีรหัสว่า SSTR-6 ก็คือรุ่นถัดจาก SSTR-5 นั่นเอง)


รูป เครื่องวิทยุ SSTR-5 (โดย คุณ Joe N2GBT) ประกอบด้วย เครื่องรับวิทยุ SSR-5 (ตัวซ้ายมือ) และ เครื่องส่งวิทยุ SST-5 (ตัวขวามือ)
ทำงานในช่วงความถี่ HF 2.5-12 MHz  วงจรเครื่องรับยังคงเป็นแบบ superhetrodyne แบบ 6 หลอด ส่วนเครื่องส่งใช้หลอด 3S4 ที่มีขนาดเล็กกว่า
หลอด 6L6 ในเครื่อง SST-1 จำนวน 2 หลอดต่อเป็นแบบขนานกัน(ในกรณีที่หลอดใดหลอดหนึ่งเสีย เครื่องส่งวิทยุยังคงทำงานต่อไปได้)
(http://www.153rt.com/uppic/files/8effbf9014266085.jpg)
 
 
รูป ในหนังสือ    ARRL's Low Power Communication: The Art and Science of Qrp กล่าวถึงเครื่อง SSTR-5 ไว้ดังด้านล่างครับ
(http://www.153rt.com/uppic/files/2a428f27b26ffd04.jpg)
 

จากเอกสารอ้างอิงโดยคุณ William L. Howard  (SK) ซึ่งเป็นอดีตนายทหารด้านข่าวกรองในกองทัพสหรัฐ (ดูรายการเอกสารอ้างอิงตอนท้าย)
กล่าวถึงวิทยุรุ่น SSTR-5 นี้ไว้ดังนี้   ? ? .ในขณะที่ผมกำลังเขียนบทความนี้อยู่นั้น เท่าที่ผมทราบวิทยุรุ่นนี้ที่หลงเหลือในสภาพสมบูรณ์เพียง 3 ชุด
 ผมพยายามจะค้นคว้าหาประวัติที่มาของวิทยุรุ่นนี้แต่ก็ไม่สำเร็จ ไม่ว่าจะเป็นที่ กรมทหารสื่อสาร  CIA  NSA และ The national Archives ต่างก็
ไม่มีข้อมูลของวิทยุรุ่นนี้อยู่เลย สิ่งเดียวที่ทราบได้อย่างแน่ชัดก็คือมันถูกสร้างขึ้นโดยบริษัท Philharmonic Radio?
?. เครื่องรับวิทยุนี้ถูกใช้งานมากในภาระกิจประเทศจีนและประเทศอื่นๆแถบแปซิฟิค?   ?



หัวข้อ: Re: ว่าด้วยเรื่องวิทยุสื่อสารและอุปกรณ์ใ
เริ่มหัวข้อโดย: Mr.kob[153RT450] ที่ มีนาคม 10, 2012, 11:34:15 AM
หลังจากพยายามสืบค้นเรื่องของวิทยุสื่อสารที่เสรีไทยเคยใช้งาน เผื่อจะเจอข้อมูลของเครื่องวิทยุบ้าง
แต่ก็ยังไม่เป็นผล เพราะยังไม่มีข้อมูลบันทึกไว้โดยตรงว่าเสรีไทยเคยใช้วิทยุสื่อสารรุ่นไหนบ้าง เจอแต่ว่าเป็นวิทยุรับส่งแบบ CW
แต่เจอข้อมูลของหน่วย OSS สมัยสงครามโลกครั้งที่สองเยอะพอสมควร  

ท่านที่สนใจเรื่องวิทยุ  Joan-Eleanor (SSTR-6 / SSTC-502) ที่ลงในหนังสือ 100Watts ฉบับเดือนตุลาคมที่ผ่านมา
สามารถเข้าไปดู on line VDO แนะนำเครื่อง Joan-Eleanor  ได้ที่ link ข้างล่างนี้ได้เลยครับ

http://www.youtube.com/watch?v=ycCxRPWPidc


เป็นหนังขาวดำ ความยาว 18 นาที ถ่ายทำในช่วงปี 1942-1943 โดยหน่วย OSS เพื่อฝึกสอนสมาชิกหน่วยให้รู้จักการทำงานของระบบวิทยุ air-ground นี้
เรื่องราวเหล่านี้ถูกเก็บเป็นความลับถึง 50 ปี ตามกฏหมายของสหรัฐ และเพิ่งจะได้รับการเปิดเผยเมื่อไม่นานมานี้

เมื่อดูแล้วจะเห็นพัฒนาการของวิทยุสื่อสารที่ล้ำหน้าสุดๆของ OSS เมื่อ 60 กว่าปีที่แล้ว และระบบสายอากาศ VHF ในยุคนั้น

เอ... แล้วจะหวนนึกถึงย่าน 245 ของบ้านเราที่กำลังเละเทะไหมนี่ (ดันมาใช้ความถี่ใกล้ๆกันเสียด้วยสิ  )




หัวข้อ: Re: ว่าด้วยเรื่องวิทยุสื่อสารและอุปกรณ์ในครั้งกระโน้น....
เริ่มหัวข้อโดย: Mr.kob[153RT450] ที่ มีนาคม 10, 2012, 11:36:46 AM
ที่มา : บทความว่าด้วยเรื่องวิทยุสื่อสารและอุปกรณ์ในครั้งกระโน้น.... ของท่าน คนไทยไกลบ้าน ในเว็บ 100w 153RT450 ได้ขออนุญาตเจ้าของบทความเเล้วครับ เพื่อเป็นประโยชน์และวิทยาทานแก่ผู้สนใจ ประวัติเรื่องราววิทยุสื่อสารในอดีต


หัวข้อ: Re: ว่าด้วยเรื่องวิทยุสื่อสารและอุปกรณ์ในครั้งกระโน้น....
เริ่มหัวข้อโดย: hs5xev-153rt222 ที่ มีนาคม 10, 2012, 12:00:51 PM
เยี่ยมครับ ปักหมุด


หัวข้อ: Re: ว่าด้วยเรื่องวิทยุสื่อสารและอุปกรณ์ในครั้งกระโน้น....
เริ่มหัวข้อโดย: radiomania ที่ มีนาคม 10, 2012, 06:34:41 PM
(ต่อจากที่ท่านยาจกลงเอาไว้ครับ เวปมันไม่ยอมให้โพสในโพสเดียวเพราะจำนวนตัวอักษรมากเกินไป)

ย้อนกลับมาที่ปัจจุบัน พศ.2552   โดยเหตุการณ์บังเอิญเมื่อไม่กี่เดือนมานี้ ในระหว่างที่ผมได้สนทนากับพี่นักวิทยุสมัครเล่นในประเทศไทยท่านหนึ่งทาง MSN 
 พี่เขาได้บอกกับผมว่ามีเครื่องส่งวิทยุหลอดอยู่เครื่องหนึ่งซึ่งซื้อเก็บไว้เป็นสิบปีแล้ว ผมซึ่งสนใจอยากจะทราบว่าเป็นเครื่องลักษณะใด ก็เลยขอร้องให้พี่เขาถ่ายรูปส่งมาให้ดู
 และรูปที่ได้เห็นทาง MSN ทำให้ผมตื่นเต้นก็คือรูปด้านล่างนี้ครับ

รูป เครื่องส่งวิทยุที่พี่นักวิทยุสมัครเล่นในประเทศไทยท่านหนึ่งส่งมาให้ผมดูทาง MSN
(http://www.153rt.com/uppic/files/894623b1db115b6c.jpg)
 


ผมได้แจ้งให้พี่เขาทราบว่าเครื่องวิทยุเครื่องนี้มีประวัติเก่าแก่และน่าสนใจศึกษา แต่น่าเสียดายที่ตัวคันเคาะโทรเลขหายไป 
พี่เขาจึงแจ้งให้ทราบว่าตัวคันเคาะได้ถอดมาทำอุปกรณ์อย่างอื่นเล่นและสามารถประกอบกลับเข้าไปที่เดิมได้ หลังจากที่สนทนากันอยู่สักพัก
ผมก็ตกลงกับพี่เขาว่าเมื่อกลับไปกรุงเทพแล้วจะเข้าไปดูเครื่องส่งวิทยุนี้ เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา ผมกลับไปกรุงเทพจึงได้มีโอกาสแวะไปหาพี่เขา
และได้เห็นเครื่องในสภาพสมบูรณ์ตามรูปด้านล่างครับ


รูป เครื่อง SST-5 ที่พบในประเทศไทย อยู่ในสภาพเกือบสมบูรณ์ หลังจากผ่านกาลเวลามากว่า 60 ปี
(http://www.153rt.com/uppic/files/480f069eb0707a71.jpg)
 

รูป สภาพภายในเครื่อง SST-5  สังเกตหลอด 3S4 สองหลอดที่วางนอนอยู่ด้านขวามือซึ่งต่อขนานกันอยู่ (ถ้าหากหลอดใดหลอดหนึ่งชำรุดเครื่องก็ยังทำงานต่อไปได้)
 และตัว capacitor ตัวยาวแนวนอนด้านหน้าซึ่งต่อคร่อมตัว Key ไว้เพื่อลดการกระชากของกระแสในวงจรขณะกด key ส่งสัญญาณ
 (http://www.153rt.com/uppic/files/77a7030f5267330c.jpg)
 
รูป สภาพภายในเครื่อง SST-5 อีกด้านหนึ่ง สังเกตตัวต้านทานแบบ compressed carbon และ Capacitor แบบ Mica ซึ่งเป็นอุปกรณ์ในยุคนั้น
ฐานของตัว selector เป็นแบบเซรามิคซึ่งทนทานกว่าแบบ phenolic ในปัจจุบันมาก สิ่งหนึ่งที่ควรจะมีแต่กลับไม่มี ก็คือการพ่นน้ำยาวานิชกันเชื้อราภายในเครื่อง
(MFP ? Military Fungus Protection) ซึ่งปกติแล้ววิทยุสื่อสารทางทหารในยุคนั้นส่วนใหญ่ จะถูกพ่นน้ำยาที่มีกลิ่นฉุนนี้เคลือบไว้เพื่อป้องกันอุปกรณ์ภายในจากเชื้อรา
(http://www.153rt.com/uppic/files/1013731fcf74f9e1.jpg)
 

รูป วงจรเครื่องส่ง SST-5 ที่ถ่ายจากฝากล่องด้านใน (ผมถ่ายรูปไม่ค่อยชัด ต้องขออภัยด้วยครับ ถ้ามีคนสนใจจะดู จะหาโอกาสถ่ายมาให้ใหม่อีกครั้ง)
(http://www.153rt.com/uppic/files/b3b5b8cb26da205e.jpg)
 

ส่วนตัวเครื่องรับ SSR-5 ที่พลัดพรากกัน หน้าตาแบบตัวข้างล่างนี้ ผมเข้าใจว่าคงจะยังอยู่ที่ไหนสักแห่งในประเทศไทย
ถ้าท่านใดเคยเห็นที่ไหนหรือเก็บไว้ ช่วยแจ้งให้ทราบด้วยนะครับ 


รูป ตัวอย่างหน้าตาเครื่องรับ SSR-5 (โดย คุณ Joe N2GBT)
(http://www.153rt.com/uppic/files/c4597366315eee42.jpg)
 

เครื่องส่งวิทยุ SST-5 ตัวที่พบนี้จะถูกส่งมาปฎิบัติภาระกิจลับในประเทศไทยในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองหรือเปล่า (เสรีไทย ?) ก็ยังไม่แน่ชัดนัก
และผมคงไม่อาจสรุปได้จากข้อมูลเท่าที่มีอยู่นี้ ก็คงจะต้องศึกษา ค้นคว้า และสอบถามผู้รู้รุ่นเก่าๆต่อไปครับ

น่าเสียใจเป็นอย่างยิ่ง ที่คุณ William L. Howard  ซึ่งเป็นผู้ที่เชี่ยวชาญท่านหนึ่งในด้านวิทยุสื่อสารของทางทหารรุ่นเก่าๆได้เสียชีวิตลงไป
เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2008 ที่ผ่านมา  บทความของท่านเขียนจากประสบการณ์ในกองทัพและงานข่าวกรองซึ่งหาไม่ได้จากแหล่งเอกสารอื่นๆ
ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจให้หลายๆคนหันมาสนใจศึกษาพัฒนาการของวิทยุสื่อสารรุ่นเก่าๆ การเสียชีวิตของท่านนับเป็นการสูญเสียบุคคลสำคัญในวงการนี้
ผมขอแสดงความคารวะดวงวิญญาณท่านไว้ ณ ที่นี้ครับ

ยังมีตอนต่อไปครับ ..(จะเขียนเมื่อมีเวลาว่างจากการทำงาน)


เอกสารอ้างอิงหลัก (ขอเชิญท่านที่สนใจอ่านเพิ่มเติม จะมีข้อมูลละเอียดกว่าที่คัดมาสรุปในกระทู้นี้ )

-http://www.wlhoward.com/  (เป็น official website ของคุณ William L. Howard )

-http://www.clansmanradios.com/arsc/customer/pages.php?pageurl=/publish/Articles/WWII_Spy_Radios/WWII_Spy_Radios.htm&js=n

-http://www.militaryradio.com/spyradio/oss.html (โดยคุณ Peter McCollum)

-http://www.militaryradio.com/spyradio/sstr1.html

-http://lps-radio.rytter.net/sstr-1.htm

-ARRL's Low Power Communication: The Art and Science of Qrp โดย Richard H. Arland  บทที่ 11  Vintage Radio  and QRP / Milcom



หัวข้อ: Re: ว่าด้วยเรื่องวิทยุสื่อสารและอุปกรณ์ในครั้งกระโน้น....
เริ่มหัวข้อโดย: radiomania ที่ มีนาคม 10, 2012, 06:39:02 PM
บทความต่อไปนี้รูปภาพอาจจะหาไปนะครับลองค้นหาดูเองนะครับ

ได้แก้ไขและลงรูปให้แล้วนะครับ

ในกระทู้เดิมในบอร์ด 100watts นั่น หน้าที่ 2 มีเรื่องแหล่งจ่ายไฟและเครื่องถอดรหัสด้วย ถ้าสนใจลองไปดูกันต่อนะครับ


หัวข้อ: Re: ว่าด้วยเรื่องวิทยุสื่อสารและอุปกรณ์ในครั้งกระโน้น....
เริ่มหัวข้อโดย: K2 ที่ มีนาคม 10, 2012, 06:52:29 PM
SST-5    ตัวเป็นๆ งามมากครับ  ท่าน  radiomania


หัวข้อ: Re: ว่าด้วยเรื่องวิทยุสื่อสารและอุปกรณ์ในครั้งกระโน้น....
เริ่มหัวข้อโดย: somboon ที่ มีนาคม 10, 2012, 10:28:46 PM
อ่านแล้วได้ความรู้มากมายครับ ขอบคุณมากๆๆ


หัวข้อ: Re: ว่าด้วยเรื่องวิทยุสื่อสารและอุปกรณ์ในครั้งกระโน้น....
เริ่มหัวข้อโดย: Mr.kob[153RT450] ที่ มีนาคม 11, 2012, 12:26:12 AM
อิอิ ผมมีหน้าที่แค่จั่วหัวมา ต้องท่าน k2 กะ ท่าน Radiomania เลยครับ ของจริงจะมาช่วยตอบเราได้กะเรื่องแพ้ความเขียว... อิอิอิ (military Old time radio)


หัวข้อ: Re: ว่าด้วยเรื่องวิทยุสื่อสารและอุปกรณ์ในครั้งกระโน้น....
เริ่มหัวข้อโดย: hammi ที่ มีนาคม 11, 2012, 10:40:13 AM
ขอบคุณสำหรับ ความรู้ดีๆนะครับ


หัวข้อ: Re: ว่าด้วยเรื่องวิทยุสื่อสารและอุปกรณ์ในครั้งกระโน้น....
เริ่มหัวข้อโดย: K2 ที่ มีนาคม 11, 2012, 06:12:06 PM
ขอฝากของเก่าอีกตัว  ลองหาข้อมูลดู  BC603

(http://www.153rt.com/uppic/files/57fd69632b6f06d1.jpg)